แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ตามเส้นรถไฟตั้งแต่ Metro สาย 9-12

metro-paris

Metro 9

วิ่งจากตะวันตกเฉียงใต้ที่สถานี Pont de Sevres ขึ้นไปทางสถานี Trocadero และเข้าใจกลางเมืองที่สถานี Franklin Frence Open บอปปิงแถวโรงละคร Opera National de ParisGarnier Manu Chaussée d’Antin La Fayette วิ่งขนานกับสาย 8 มาเรื่อยๆ มาแยกกันที่สถานี Republique โดยสาย 9 วิ่งลงมาที่สถานี Nation และวิ่งขึ้นไปอีกจนสุดที่สถานี Mairie de Montreuil

  • สวน Saint Cloud และ Sèvres

– เปิดเวลา 10.00-19.00 น.
– การเดินทาง มาลงที่สถานี Pont de Sevres ของเมโทรสาย 9

ถ้าคุณชอบสไตล์การจัดสวนของ Le Notre ผู้จัดสวนของพระราชวัง Chateau de Versailles บุคคลที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โปรดเรื่องจัดสวนที่ Saint Cloud ก็เป็นการจัดสวนของ Le Notre เช่นกัน เดิมที่สวนแห่งนี้มีปราสาทที่สร้างโดยสถาปนิก Hardouin-Mansart ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่สร้างโดมของ Invalides และ Place Vendome แต่ถูกเผาไปเมื่อปี ค.ศ. 1870 ช่วงที่มีสงคราม Franco-Prussian ณ ที่นี้เป็นที่ ที่นโปเลียนที่ 1 ใช้ประกาศการปฏิวัติของเขาเมื่อปี ค.ศ. 1799

metro-paris

สิ่งน่าสนใจ

บริเวณริมสวนมีโรงงานจานชามกระเบื้องชั้นดีอยู่นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์ Musée National de la Ceramique ซึ่งจัดแสดงงาน เซรามิกจากทั่วโลกให้ชมด้วย มีคนแนะนําว่าควรขี่จักรยานเพื่อชมสวน ของ Le Notre และบริเวณโดยรอบดีกว่า เพราะมีจักรยานให้เช่าด้วย

metro-paris

Metro สาย 10

วิ่งจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองไปสิ้นสุดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มจากสถานี Boulogne Pont de Saint-Cloud ซึ่งสามารถเดินไป Parc des Princes สถานที่จัดการแข่งเทนนิส French Open ผ่านเข้ามาทางแถบ Quartier Latin ที่สถานี (Inny La Sorbonne และไปที่สถานี Jussieu ที่สามารถชม Jardin des Plantes ได้แล้วไปสิ้นสุดที่สถานี Gare d’Austerlitz

  • สนาม Stade Poland Garros

– การเดินทาง นั่งเมโทรสาย 10 ลงที่สถานี Porte d’Auteuil

ถ้าคุณมีโอกาสไปปารีสช่วงที่มีการแข่ง French Open ราวเดือนเมษายน แล้วอยากชมนักเทนนิสชื่อดังอย่าง จัสติน เอแนง อาเดน, มาเรีย ชาราโปวา, ภราดร ศรีชาพันธ์, อังเดร อากัสซี คุณก็ไม่ควรพลาดที่จะไปสนาม Stade Roland Garros สถานที่จัด French Open ในราวเดือนเมษายน-พฤษภาคมของทุกปี

สิ่งน่าสนใจ

สนามแห่งนี้นับว่ามีความทันสมัยมากแห่งหนึ่งของโลก ภายในมีการจัดแบ่งพื้นที่ไว้อย่างน่าสนใจสําหรับ “แฟนพันธุ์แท้” ของเทนนิส นับตั้งแต่พิพิธภัณฑ์เทนนิส (โปรดสังเกตประเทศนี้เน้นพิพิธภัณฑ์) ที่เรียกว่า Tenniseum ซึ่งมีประวัติความเป็นมาของการแข่งขัน French Open และสนามแห่งนี้ จนถึงการทํา Multimedia museum ที่เปิดให้ผู้มาเยี่ยมชมได้นั่งเพลินดูการแข่งขันรอบเก่าๆ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1895 ถึง ปัจจุบัน และการแสดงสถิติในการแข่งขันรอบต่างๆ แถมที่นี่ยังมีห้องสมุดเทนนิสด้วย

นอกเหนือจากพื้นที่ดังกล่าวแล้วส่วนอื่นๆ ก็เป็นที่พักของนักกีฬา ร้านอาหาร ที่สําคัญคือส่วนที่เป็นสนามแข่งขัน มีทั้งหมดราว 22 สนาม แต่สนามหลักๆมีอยู่สามสนามสําหรับการแข่งคู่เด็ดๆ เท่านั้น ซึ่งแต่ละแห่งมีชื่อต่างกันคือ “สนามหมายเลขหนึ่ง” อัฒจันทร์จะเป็นรูปวงกลม ส่วน “สนาม Philippe Chatier” และ “สนาม Suzanne Lenglen” อัฒจันทร์จะเป็นทรงเหลี่ยมตามรูปสนาม สําหรับรายละเอียดเกี่ยวกับสนามที่ลึกๆกว่านี้ ถ้าคุณเป็นคอเทนนิสจริงๆคงต้องไปเยี่ยมชมและสัมผัสเองจะดีกว่า

ช่วงที่มีการแข่งขันทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวมาชมการแข่งขันเยอะมาก โรงแรมในเขตปารีสจึงมีราคาสูงกว่าปกติด้วย

Metro สาย 11

เป็นสายที่ค่อนข้างสั้น วิ่งจากกลางกรุงปารีสไปสุดทางด้านตะวันออกเฉียเหนือ เริ่มจากสถานี Chatelet ไปยังสถานี Hotel de Ville ขึ้นไปที่สถานี Republique ไปสิ้นสุดที่สถานี Hairie des Lilas เนื่องจากสาย 11 นั้นเป็นเมโทรสายสั้นๆ และสถานที่ท่องเที่ยวที่สาย 11 ผ่าน เราได้อธิบายในเมโทรซายอื่นๆหมดแล้วจึงขอไม่แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมโทรสายนี้

Metro สาย 12

สาย 12 วิ่งจากเหนือลงใต้เหมือนสาย 4 แต่เฉียงไปทางตะวันออก เริ่มจากสถานี Porte de la Chapelle ผ่านลงมาที่สถานี Abbesses ซึ่งเป็นสถานีที่ขึ้นไป Montmartre ได้ แล้วก็ผ่านไปยังย่านเริงรมย์ที่สถานี Pisalle ลงมาแถวใจกลางเมืองที่สถานี Madeleine และสถานี Concorde ลงไปทางใต้ของอีกฝั่งแม่น้ำที่สถานี Assemblee lationale และสถานี Solferino ซึ่งสามารถเดินไปชมพิพิธภัณฑ์ Musee d’Orsay ได้ และลงไปที่สถานี Montparnasse-Bienvenue และไปสิ้นสุดที่สถานี Mairie d’Issy

  • พิพิธภัณฑ์ Ausée d’Orsay

– ปกติเปิดเวลา 10.00-18.00 น. แต่ช่วงวันที่ 20 มิถุนายนถึง 20 กันยายน เปิดเวลา 09.0018.00 น. และวันพฤหัสบดีเปิดเวลา 09.00-21.45 น. ปิดวันจันทร์
– การเดินทาง นั่งเมโทรสาย 12 ลงที่สถานี Solferino แล้วเดินตามถนน Rue de Bellechasse ขึ้นไปทางแม่น้ำ จะเจอตึกที่มีลักษณะเหมือนสถานีรถไฟ

ทางเข้าของพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay จะอยู่ทางด้านที่ติดแม่น้ำ Seine บางทีเวลาขึ้นมาจากเมโทรแล้วเดินตามป้ายเข้าพิพิธภัณฑ์อาจไปโผล่ที่ด้านหลังของตึก แต่พยายามเดินหาแม่น้ำให้เจอ ด้านหน้าของตึกจะเห็นคนต่อคิวยาวเพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ จากพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay นี้มองข้ามฝั่งแม่น้ำไปจะเห็นพระราชวัง Palais du Louvre ในส่วนของสวน Jardin des Tuileries

ถ้าคุณมาปารีสแล้วไม่มีโอกาสมาพิพิธภัณฑ์นี้ เหมือนกับไม่ได้สัมผัสปารีสส่วนที่เป็นหัวใจของศิลปะแบบ impressionism และถึงแม้คุณอาจได้เดินทางรอบโลก เห็นผลงานของ Monet, Renoir, Van Gogh ฯลฯ ตามที่ต่างๆมามาก แต่จะไม่มีที่ไหนเหมือนพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay อีกแล้ว เพราะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คืออาร์ตแกลเลอรี่อันยิ่งใหญ่ ที่รวมผลงานศิลปะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1848-1914 ซึ่งคุณจะได้ชมภาพวาดแบบ impressionism และ post impressionism อย่างอิมตาอิ่มใจ

หลายคนคงสงสัยว่าพิพิธภัณฑ์ Musée du Louvre ก็ออกใหญ่โต ทําไมงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงทั่วโลกกลับมาถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay แทน ก็เพราะตอนที่พิพิธภัณฑ์ Musée du Louvre เปิด (ประมาณสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ของเรา) ยังไม่มีศิลปินในยุค impressionism จนกระทั่งปี ค.ศ. 1848 งานของศิลปินกลุ่มนี้จึงเป็นที่ยอมรับ

สิ่งน่าสนใจ

ภาพเขียนของศิลปินดัง ภายในโถงประดับด้วยงานปั้นและประติมากรรม หากจะดูภาพวาดต้องเข้าไปตามห้องที่อยู่รอบโถง ซึ่งเป็นภาพวาดของศิลปินต่างๆ ในช่วงปี ค.ศ. 1850-1880 ภาพที่เด่น ได้แก่ Olympia และ Le Déjeuner sur I’Herbe ของ Manet และ Woman in the Garden ของ Monet แต่หากอยากชมภาพเด่นของศิลปินดังๆแล้ว ให้ขึ้นไปที่ชั้นสาม จะพบงานของศิลปินมากมาย ñ o Manet, Monet, Renoir, Pissarro, Sisley, Seurat, Degas, Van Gogh, Gauguin ฯลฯ ภาพสวนของ Monet ในช่วงเวลาที่ต่างกันก็อยู่ที่นี่ด้วย ภาพแนว impressionism นี้ได้มาจากหลายแหล่ง ทั้งจากการเป็นของประดับห้องพักที่โรงแรม การบริจาค การแลกเปลี่ยน การซื้อ รวมทั้งการยืมมาจากที่อื่นด้วย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet