การเดินทางท่องเที่ยวตามรูทเดินทาง เมโทรสาย 8

สายนี้วิ่งจากตะวันตกเฉียงใต้ไปยังตะวันออกเฉียงใต้ โดยวิ่งอ้อแขึ้นไปกลางเมืองผ่านสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง เหตุที่เราเรียกว่าเรียบๆแต่เร้าอารมณ์ก็เพราะสถานที่ที่จะพาไปเที่ยวนั้นมีหลากอารมณ์ให้ติดตาม เริ่มที่สถานี Balard ขึ้นไป ชมหอ Eiffel อีกมุมหนึ่งที่สถานี Ecole Militaire ผ่านไปที่สถานี Concorde lla: Madeleine ไปยังสถานี Opera แล้วไปแถบถนน Haussmann ถนนสายชอปปิง และแหล่งร้านอาหารที่สถานี Richelieu Drouot จากนั้นลงไปยังสถานี Bastille แล้วจบลงที่สถานี Cretail-Prefecture

ชมหอ Eiffel ที่โรงเรียนเตรียมทหาร

– การเดินทาง นั่งเมโทรสาย 8 ลงที่สถานี École Militaire

โรงเรียนเตรียมทหารแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1751-1773 โดย Ma-dame de Pompadour พระสนมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ให้การสนับสนุน มีจุดมุ่งหมายให้ชายฉกรรจ์ในครอบครัวยากได้มีโอกาสได้ฝึกฝนเป็นนายทหาร นโปเลียนก็เป็นนักเรียนของที่นี่มาก่อนเข้าศึกษา เมื่อปี ค.ศ. 1784 และปีต่อมาเขาก็จบหลักสูตรนายร้อย จนถึงทุกวันนี้ที่นี่ก็ยังเป็นโรงเรียนเตรียมทหารอยู่

สิ่งน่าสนใจ

โรงเรียนแห่งนี้อยู่ติดทางเดินรอบสนามหญ้าสีเขียวหรือที่เรียกว่า Champ de Mars ซึ่งเป็นทางเดินไปยังหอ Eiffel ได้ จากที่นี่คุณจะได้ชมหอ Eiffel ในอีกอารมณ์หนึ่ง สนามหญ้ากว้างๆหน้าโรงเรียน เตรียมทหารก็เป็นที่เดินเล่นและพักผ่อนของผู้ที่มาชม และตึกที่สวยงามของโรงเรียนเตรียมทหารก็เป็นวิวที่ดี อีกทั้งบริเวณสองข้างทางมีร้านรวงเล็กเรียงรายตลอด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร

metro-paris

  • Les Invalides

– ในฤดูร้อนเปิดเวลา 10.00-17.45 น.
– ในฤดูหนาวเปิดเวลา 10.00-16.45 น. – 15 มิถุนายน-15 กันยายน จะเปิดส่วนโดมของนโปเลียนด้วย เวลา 10.00-18.45 น.
– ปิดวันหยุดราชการและวันจันทร์แรกของเดือน
– การเดินทาง นั่งเมโทรสาย 8 ลงที่สถานี Invalides หรือนั่งเมโทรสาย 13 ลงที่สถานี เดียวกัน ถ้าจะมาจากทางฝั่ง Champs-Elysees สามารถนั่งเมโทรสาย 1 หรือสาย 13 ลงที่ สถานี Champs-Elysees Clemenceau แล้วเดินข้ามสะพาน Pont Alexandre ll มาก็ได้

หากอยากชม Les Invalides ในมุมที่สวยสมใจแล้ว ควรเริ่มจากสะพาน Pont Alexandre II ที่ถือว่าเป็นสะพานที่สวยสะพานหนึ่งในกรุงปารีสเพราะตัวสะพานตกแต่งหรูหราด้วยรูปปั้นหลากหลาย และมีโคมไฟสวยงามเรียงตลอดแนวสะพาน เราว่าสะพานนี้ไม่ใช่แค่สวยแต่ยังดูหรูหราที่สุดในปารีสมากกว่าสะพานนี้เชื่อมระหว่างถนน Avenue  des Champs-Elysees กับ Invalides สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1896-1900 เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีกับรัสเซียในขณะนั้น โดยตั้งชื่อของสะพานเพื่อเป็นเกียรติแก่กษัตริย์รัสเซีย

metro-paris

พอมองข้ามสะพาน Pont Alexandre II จะเห็นโดมสีทองตั้งตระหง่านอยู่ โดมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Les Invalides ซึ่งจะมีส่วนของ Hotel des Invalides และโบสถ์ Saint-Louis อยู่ด้วย สถานที่แห่งนี้ สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพื่อเป็นที่อยู่ของทหารที่ปลดเกษียณ และไม่ได้ประจําการแล้ว เนื่องจากหลังสงครามทหารมักถูกปลดประจําการและถูกทิ้งให้หาเลี้ยงชีพเอง ซึ่งส่วนใหญ่กลายเป็นคนเร่ร่อนและขอทานข้างถนน ที่พักแห่งนี้สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1676 ส่วนของโบสถ์ และโดมนั้นสร้างขึ้นเพิ่มเติมทีหลัง

บริเวณด้านหน้าของ Hotel des Invalides มีปืนใหญ่ทองแดงที่ใช้ในการรบช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 ตั้งอยู่มากมาย และ เนื่องจากสถานที่นี้เป็นที่เก็บอาวุธด้วย ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 ซึ่งเกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศส ประชาชนจึงบุกมาขโมยปืนไรเฟิล 28,000 กระบอกไปทําลายล้างคุก Bastile เหตุการณ์นี้ถือเป็นการก่อการ จลาจลที่ร้ายแรงครั้งแรกของการปฏิวัติในฝรั่งเศส

สิ่งน่าสนใจ

เมื่อเดินเข้ามาในส่วนโดมสีทองของ Invalides ความคลาสสิกที่สมบูรณ์แบบของโดมจะทําให้คุณต้องถ่ายรูปไว้ โดมนี้สร้างขึ้นช่วง ปี ค.ศ. 1679-1706 ฐานของโดมเป็นทรงสี่เหลี่ยมด้านหน้าโดมเป็นการตั้งเสาสไตล์กรีกออกแบบโดย Hardouin-Mansart สถาปนิกคนเดียวกับที่สร้าง Place Vendome ในขณะนั้นโดมถูกสร้างเพื่อเป็นโบสถ์ของราชวงศ์ มิติด้านหน้าของโดม Invalides นี้ถือว่าหรูหราและได้ สัดส่วนที่สุด

ภายในโดมเป็นที่เก็บศพของนโปเลียนที่ 1 และครอบครัว โดยศพของนโปเลียนถูกบรรจุอยู่ในโลงศพหกชันเช่นเดียวกับศพของฟาโรห์ อียิปต์ โลงนอกสุดเป็นโลงสังกะสี ไม้มะฮอกกานี ตะกั่วสองชั้น ไม้มะเกลือ สุดท้ายคือไม้โอ๊ก รอบโลงศพเต็มไปด้วยชื่อของสงครามที่นโปเลียนรบชนะ

เราจะไม่ได้เข้าไปใกล้โลงศพ เพราะเขาจัดให้ดูจากระเบียงที่สูงขึ้นไป ซึ่งจะต้องก้มศีรษะดู หลายคนบอกว่าที่เขาทําเช่นนี้เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้ที่เข้าไปชมจะต้องก้มศีรษะเคารพศพของนโปเลียน แต่ไม่รู้ว่าผู้สร้าง ต้องการอย่างนี้จริงหรือไม่

สิ่งน่าสนใจ ในเขต Hôtel des Invalides

  • พิพิธภัณฑ์ Musee de l’Armee

– ในฤดูร้อนเปิดเวลา 10.00-17.45 น.
-ในฤดูหนาวเปิดเวลา 10.00-16.45 น.

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ มีชุดฟอร์มทหารมากกว่า 1 หมื่นชุด ทั้งชุดเกราะของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 หรือเสื้อคลุมของนโปเลียน มีภาพจําลองเหตุการณ์ทางทหารมากมาย รวมทั้งมีการจัดแสดงอาวุธต่างๆด้วย ด้านนอกบริเวณทางเข้าพิพิธภัณฑ์ จะเห็นแท็กซี่เก่าๆจอดทิ้งไว้ เพื่อระลึกถึงเหล่าแท็กซี่ที่ได้ช่วยปกป้องกรุงปารีสจากกองทัพศัตรู

  • พิพิธภัณฑ์ Musee des Plans-Reliefs

– ในฤดูร้อนเปิดเวลา 10.00-17.45 น.
– ในฤดูหนาวเปิดเวลา 10.00-16.45 น.

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่เก็บโมเดลเล็กๆของเมืองต่างๆไว้ ไม่เฉพาะเมืองของฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังมีเมืองของประเทศอื่นๆด้วย เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในปี ค.ศ. 1686 และมีการเพิ่มและปรับแต่ง จนถึงปี ค.ศ. 1870 โมเดลของเมืองต่างๆ นี้ถูกเก็บเป็นความลับมาตลอด เพิ่งเปิดเผยสู่สาธารณชนเมื่อปี ค.ศ. 1927 นี้เอง

  • แหล่งร้านอาหารบนถนน Boulevard des Capucines และถนน Boulevard des Italiens

– การเดินทาง นั่งเมโทรสาย 8 ลงที่สถานี Richelieu-Drouot หรือนังสาย 9 ลงที่สถานีเดียวกัน

เมื่อถึงสถานีนี้เราอยากให้คุณเดินออกตรงป้าย Opera Comique หรือ ถนน Boulevard des Capucines ซึ่งเป็นถนนใหญ่ที่การจราจรค่อนข้างขวักไขว่และเป็นแหล่งออกเดตของผู้คนด้วย ถนน Boulevard des Capucines และถนน Boulevard des Italiens เป็นถนนที่เชื่อมต่อกัน จากหน้าโรงละคร Opera National de Paris-Garnier เป็นถนนสายยาวที่มีร้านอาหารเรียงรายอยู่มากมาย

สิ่งน่าสนใจ

ร้าน Tang เป็นร้านอาหารจีนแต่เจ้าของเป็นคนเขมรที่ดูคล้ายคนจีนมากกว่า เขาอพยพครอบครัวมาอยู่ปารีสราวเกือบ 20 ปีแล้ว มีลูกเล็กสามคน เมื่อออกจากเมโทรให้เดินบนถนน Boulevard des Italiens ฝั่งซ้ายขึ้นมามองหาทิศที่มุ่งหน้าไปทางโรงละคร Opera National de Paris-Garnier จะเจอถนน Boulevard des Capucines ซึ่งหน้าปากซอยจะมีร้านกาแฟที่มีร่มสีออกเหลืองๆ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Rue de Garmont ร้านนี้เป็นเพียงห้องแถวเล็กๆ แต่อาหารอร่อย ราคาแพง และบริการประทับใจ หากไปช่วง 6 โมงเย็น ร้านยังไม่แน่นเท่าไหร่ แต่พอใกล้ 2 ทุ่มคนจะแน่นพอควร เพราะเป็นเวลาอาหารของชาวปารีส

  • ร้าน Lyon

ออกจากร้าน Tang ให้เดินตามทิศที่มุ่งหน้าไปโรงละคร Opera National de Paris-Garnier ต่อ จะเจอร้าน McDonate ร้าน Toastissimo ซึ่งเป็นร้านฟาสต์ฟูดที่ขายแซนด์วิชอบ (ร้านนี้ราคาย่อมเยาแถมอร่อยด่วนด้วย) และร้านอาหารญี่ปุ่นให้คุณมองไป ฝั่งตรงกันข้ามที่มีโรงภาพยนตร์ตั้งอยู่ จะเจอร้าน Lyon ขายหอยแมลงภู่ นานารูปแบบ สนนราคาประมาณ 7-11 ยูโรต่อจาน เนื่องจากร้านนี้เป็นที่นิยมของชาวปารีสมาก จึงควรไปก่อนเวลาอาหารค่ําของชาวปารีส จะได้ไม่ต้องรอคิวนาน

  • ร้าน Le Taverne

ใกล้ๆ ร้าน Lyon เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสราคาแพง ชื่อ Le Taverne สังเกตง่ายตรงที่หน้าร้านจะวางสารพัดสัตว์ ทะเลไว้มากมายดูน่ากิน หน้าตาร้านก็หรูหรา ด้านในจะแบ่งเป็นสาม ระดับมีไวโอลินบรรเลงคลอตลอด อาหารที่นี่รสชาติเยี่ยมส่วนใหญ่ ที่นิยมสั่งจะเป็นหอยนางรม ล็อบสเตอร์ ปลา ปลาหมึก ซึ่งแต่ละจาน จะมาเป็นถาดแบบถาดหัวม้าลายรุ่นใหญ่

ตามถนน Boulevard des Capucines ยังมีร้านอาหารอีกหลาย ประเภทที่ดูน่ากิน รวมทั้งร้านขนมหวาน กาแฟ ซึ่งส่วนใหญ่เหมาะกับ การมานั่งกินที่โต๊ะริมถนนแล้วดูผู้คนเดินไปมา

คราวนี้ให้คุณลองกลับหลังหันเดินห่างจากโรงละคร Opera National de Paris-Garnier เดินตามถนนไปทางตะวันออกเรื่อยๆ ชื่อของถนนจะเปลี่ยนเป็นถนน Boulevard Montmartre ด้านซ้ายมือมีถนนเล็กๆเข้าไป ลักษณะเป็นทางขึ้นเขา ถนนสายนี้จะมีร้านขายเครป ไก่ย่าง เนื้อสัตว์อื่นๆ ย่างเต็มไปหมด ยิ่งในยามเย็น ร้านริมถนนเหล่านี้ยิ่งดูมีสีสัน เพราะคนขายต่างออกมาเรียกลูกค้าหน้าร้าน บรรยากาศคึกคักไปอีกแบบ

  • พิพิธภัณฑ์ Musée Grévin

– วันจันทร์-ศุกร์ เปิดเวลา 10.00-17.30 น. ปิดวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ
– ไม่สามารถใช้ชุดบัตรชมพิพิธภัณฑ์ ต้องซื้อตั๋วเข้าชมต่างหาก
– การเดินทาง นั่งเมโทรสาย 8 ลงที่สถานี Grands Boulevards หรือนั่งสาย 9 ลง เดียวกัน

จากสถานีจะมีทางขึ้นมาที่ถนน Boulevard Montmartre เพียงช่องเดียว ซึ่งจะมาโผล่ตรงแผงขายหนังสือพิมพ์ จากนั้นให้หันหลังให้แผงหนังสือแล้วเดินไปข้างหน้าสัก 20 ก้าว ทางขวามือคือพิพิธภัณฑ์ Musée Grévin หรือคุณอาจเดินมาตามถนน Boulevard des Capucines จนถึงถนน Boulevard Montmartre ก็ได้

พิพิธภัณฑ์ Musée Grevin ตั้งอยู่เลขที่ 10 ถนน Boulevard Montmartre เป็นพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งเหมือนพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของมาดาม Tussaud ของอังกฤษ แต่งานที่โชว์อยู่นั้นไม่เนี้ยบเท่า ความน่าสนใจอยู่ที่การจัดพิพิธภัณฑ์ให้มีเรื่องราวเหมือนเรากําลังเดินอยู่ในสถานที่หรือเหตุการณ์นั้นๆ ที่แรกเราเกือบไม่แน่ใจว่ามาถูกที่หรือเปล่า เพราะประตูทางเข้าค่อนข้างเล็กและดูเหมือนโรงละครมากกว่า พอเดินเข้าไปข้างในลึกๆ จะมีทางไปยังช่องชําระเงิน ถัดจากช่องชําระเงินให้ เดินตามลูกศรไป

สิ่งน่าสนใจ

ห้องแรกที่พบจะเป็นห้องโถงกว้างตกแต่งด้วยกระจกรอบทิศ จัดแสงสีให้ดูเหมือนดินแดนมหัศจรรย์ ซึ่งหุ่นที่แสดงอยู่หน้าตาแบบรามายณะเล็กน้อย จากนั้นเดินตามลูกศรเข้าไปตรงนี้ละที่เป็นจุดเริ่ม ต้นของการชมหุ่นขี้ผึ้งคนดังจริงๆ ห้องแรกนี้ดูเหมือนห้องรับรองหุ่น ทุกตัวแต่งตัวด้วยชุดราตรีและสูทเต็มยศ มีหุ่นของ จูเลีย โรเบิร์ต และ ท่านเซอร์เอลตัน จอห์น ต้อนรับอยู่ ถัดมาก็มีคุณอาร์โนลด์ คนเหล็ก ยืนหล่ออยู่ด้วยหน้าตาของหุ่นนั้นพอมีเค้าต้นแบบอยู่บ้าง แต่ไม่ค่อยจะเหมือนนัก ดีที่มีป้ายชื่อกํากับ

ถัดจากจุดนี้จะเริ่มเข้าสู่ห้องอื่นๆ ซึ่งแต่ละห้องจะมีคอนเซ็ปต์ต่างกัน อย่างห้องนักฟุตบอลนักกีฬาดัง ห้องผับสไตล์ฝรั่งเศสที่มีดีไซเนอร์ชื่อดังมาคุยดื่มกับนางแบบ หรือลานผู้นําของโลก นอกจากจะมีหุ่นคนดังของปัจจุบัน ที่นี่ก็ยังมีเรื่องราวในประวัติศาสตร์ด้วย ตั้งแต่ยุคพระเจ้าหลุยส์ ยุคการปฏิวัติฝรั่งเศส ยุคมืดของฝรั่งเศส รวมไปถึงห้องที่แสดงความเชื่อทางไสยศาสตร์และวิญญาณ เช่น พ่อมด แม่มด เป็นต้น

ที่ห้องโถงสุดท้ายจะตั้งหุ่นไว้แต่ละมุมตรงกลางมีการใส่ลูกเล่น เหมือนโรงละครที่มีนักกายกรรมเดินไต่ลวดอยู่ข้างบน ที่ชั้นลอยจะมีห้องแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการปั้น และบริเวณทางออกก็มีของที่ระลึกขาย

หลายคนที่เคยไปชมหุ่นขี้ผึ้งของมาดาม Tussaud ที่อังกฤษบอกว่า ถึงแม้ที่พิพิธภัณฑ์ Musée Grevin นี้หุ่นขี้ผึ้งจะไม่เหมือนจริงเท่าที่อังกฤษ แต่มีการสร้างเรื่องราวให้เดินชมได้มากกว่า

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet