เที่ยวชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ณ กรุงปารีส

cite-des-sciences-et-de-industrie

จับฉ่ายชมวิว

เมโทรสายนี้มีที่ให้เที่ยวตั้งแต่ต้นสายบันปลายสาย สาย 7 นั้นวิ่งจากทางตะวันออกเฉียงเหนืออ้อมกลางเมืองและไปออกทานตะวันออกเฉียงใต้ทางเหนือก็เริ่มกันที่สถานี La Courneuve-8 Mai  1945 ผ่านสถานี Porte de la Villette สถานที่และสวนสาธารณะที่รัฐบาลสร้างเพื่อสื่อถึง เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ลงมากลางเมืองผ่านย่านศูนย์การค้าแถว Opéra

cite-des-sciences-et-de-industrie

หากคุณชอบชอปปิง ต้องไม่พลาดที่จะลงสถานี Chaussée d’Antin La Fayette และสาย 7 ก็วิ่งผ่านสถานี Opera ไปสถานี Tuileries และสถานี Pont Neuf ที่มีสะพาน Pont Neuf สะพานข้ามแม่น้ํา Seine ที่เก่าแก่ที่สุด แล้ววิ่งเลียบแม่น้ำ ผ่านสะพานต่างๆ ข้ามไปทางใต้ที่สถานี Jussieu ซึ่งมีสวนสาธารณะกลางเมือง Jardin des Plantes และมีพิพิธภัณฑ์น่าเดินหลายแห่ง รวมทั้งสนามกีฬาในสมัยโรมัน Arena de Lutece ด้วย ถ้าคุณเป็นคนชอบอาหารฝรั่งเศสก็ไม่น่าพลาดที่จะ ไปสถานี Censier Daubenton เพราะบนถนน Mouffetard นั้นมี ผลิตภัณฑ์อย่างชีส ไวน์ ขนมปัง ผัก ผลไม้ ให้เลือกซื้อหาได้ 

cite-des-sciences-et-de-industrie

ก็วิ่งผ่านสถานี Place d’Italie ไปทางตะวันตก สิ้นสุดที่สถานี dvry ซึ่งเราอยากให้คุณไปเดินเพราะมันเป็น Chinatown ของปารีส แม้จะดูไม่เด่นชัดว่าเป็น Chinatown แต่ขอรับรองว่าอาหารจีนที่อื่น เป็นรองใคร ที่สําคัญคุณจะหาผลิตภัณฑ์ที่มาจากทางบ้านเราได้ออก ถ้วนที่ซูเปอร์มาร์เก็ตอันใหญ่โตของ Tang Faire

  • สวน Parc de la Villette

– วันอังคาร-เสาร์ เปิดเวลา 10.00-18.00 น. วันอาทิตย์เปิดเวลา 10.00-19.00 น. ปิดวันจันทร์ 1 พฤษภาคม และ 25 ธันวาคม
– การเดินทาง นั่งเมโทรสาย 7 ลงที่สถานี Porte de la Villette

ย้อนกลับไปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 ว่ากันว่าพื้นที่แถบนี้เป็นแหล่งค้า ปศุสัตว์ที่ใหญ่มาก แต่เรากลับคิดภาพตามไม่ค่อยออกว่าภาพปัจจุบันที่สะท้อนถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งนี้จะมีหน้าตาของตลาดค้า เนื้อสัตว์เป็นอย่างไร แต่เมื่อเดินจากทางขึ้นของสถานีไปจนสุดทางของ สวนสาธารณะอีกด้านหนึ่งจะเห็นโครงสร้างเหล็กของ Grande Halle (ปัจจุบันนี้เป็นสถานที่ขายตั๋วคอนเสิร์ต) ที่พอดูออกว่าเหมือนตลาดสด ขนาดใหญ่ เราถึงเชื่อว่าสถานที่นี้เคยเป็นตลาดสดมาก่อน ถ้าถามว่า ทําไมตลาดนี้ถึงหายไปนะเหรอ เราอ่านเจอว่าช่วงปี ค.ศ. 1960 มีการ ประดิษฐ์ตู้เย็นและตู้แช่แข็งได้ ทําให้ตลาดแห่งนี้กลายเป็นสิ่งล้าสมัย และไม่เป็นที่ต้องการ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1986 จึงมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ตรงนี้

สิ่งน่าสนใจ

เมื่อออกจากสถานีซึ่งอยู่ใต้สถาบันวิทยาศาสตร์ ให้เดินมาตามบันไดทางขึ้น จะเห็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ตั้งขวางอยู่ มีชื่อว่า Cite des Sciences et de Industrie ประกอบด้วยตัวตึกสามชั้นที่ชื่อว่า Explora มีการจัดแสดงเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทุกสาขา (ไม่ว่าเรื่องอวกาศ ร่างกายมนุษย์ สภาพแวดล้อม หรือแม้กระทง ภาษาและการสื่อสาร) นอกจากนี้ยังมีโรงหนังสามมิติ Cinema LO

Lumiere อยู่ใน Parc de la Villette ด้วยพอเดินออกมาด้านนอกตัวตึกของพิพิธภัณฑ์ลูกกลมเหล็กแวววาว ขนาดมหึมาชื่อว่า Geode จะปรากฏอยู่ด้านหน้า พร้อมสะพานเชื่อมตึก และสถาปัตยกรรมต่างๆ ทําให้รู้สึกเหมือนตัวเองกําลังอยู่ในโลกอนาคต สิ่งที่ชอบเกี่ยวกับฝรั่งเศสก็คือ แม้ว่าเขากําลังโชว์เรื่องราวของเทคโนโลยีและโลกอนาคตอยู่นั้น ก็ยังผสมผสานสัมผัสของสายน้ำและ ประติมากรรมต่างๆ ที่ให้ความรู้สึกอ่อนไหวและใส่ใจไปพร้อมๆกัน เมื่อมองไปทางซ้ายจะเห็นห้องกิจกรรมสําหรับเด็ก ซึ่งแบ่งออกเป็นช่วงอายุตั้งแต่ 3-12 ปี โดยจําลองห้องให้เป็นพื้นที่สําหรับการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆตามวัย อย่างงานก่อสร้างเกษตรกรรมเด็กๆที่เข้าไป เล่นต้องสมมุติว่าตัวเองเป็นวิศวกรหรือชาวนา นอกจากความสนุกสนานแล้วเขาจะได้ความรู้ด้วย

เราเดินตามทางเชื่อมไปที่ลูกโลกใบใหญ่ ไกด์อธิบายว่าในนั้นมีจอ หนังครึ่งวงกลมแบบ Hemispher ซึ่งสั่นสะเทือนได้ด้วย (คงเหมือนนั่งเครื่องเล่น Stimulator มั้ง) พอเดินผ่านไปยังลานข้างหน้าก็เห็นคลอง Saint-Martin ทอดยาวอยู่ ส่วนด้านข้างมีโครงสร้างทรงสี่เหลี่ยม ลูกบาศก์สีแดงเหมือนป้อมสังเกตการณ์ตั้งอยู่เป็นระยะ (ไกด์เราเรียก มันว่า Kios)

เมื่อตัดสินใจเดินไปที่ลานทางซ้ายก็พบเก้าอี้เหล็กที่มี ขายึดอยู่กับพื้นแต่หมุนได้รอบทิศวางระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด ไกด์ อธิบายว่าเก้าอี้เหล็กที่ดูเหมือนหันหน้าออกจากกันนี้แสดงความ หมายถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (individualism) และการรวมกลุ่ม (grouping) ในเวลาเดียวกัน นั่นคือเมื่อนั่งเก้าอี้นี้แล้ว ผู้นั่งสามารถนั่ง อย่างโดดเดี่ยวโดยหันหน้าแยกออกมา ขณะเดียวกันหากผู้นั่งอยาก สมาคมกับผู้อื่น ก็สามารถหมุนเก้าอี้หันหน้าเข้าหาผู้อื่นและล้อมเป็นวงได้จริงๆ แล้วคําว่า individual และ group เป็นคําที่มีความหมายตรงข้ามกัน แต่ผู้คิดประติมากรรมชิ้นนี้ก็นํามาอยู่ร่วมกันได้โดยใช้เก้าอี้เป็นสื่อ

จากลานนี้เราเดินไปยังคลองเพื่อจะข้ามไปอีกฟากหนึ่ง เห็นแนวหลังคาที่เอียงลาดซึ่งดูเหมือนเหล็กแต่งอนโค้งเป็นแนวยาวมากผ่านคลอง Saint-Martin จากฟากหนึ่งไปยังอีกฟากหนึ่ง ที่เขาสร้างหลังคาเอียงและเป็นลอนแบบนี้ ก็เพราะหลังคานั้นเป็นตัวแทนของน้ำ แล้วสถานที่นี้มีคลอง Saint-Martin ไหลผ่านการออกแบบหลังคา จึงอยากให้เข้ากับสถานที่หลังคาที่เห็นจึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคลอง

เมื่อเดินขึ้นสะพานที่ทอดยาวจากตึกพิพิธภัณฑ์ พอข้ามคลองก็มีสะพานทอดยาวขนานคลองไปเรื่อยๆ เราเดินจนสุดสะพานอีกฟากหนึ่ง ก็เจอสนามหญ้าสีเขียวสด มีนักฟุตบอลตั้งหน้าตั้งตาเล่นอยู่หลายกลุ่ม แถมยังมีประติมากรรมล้อจักรยานขนาดยักษ์ (สภาพเหมือนรถล้มบนสนามล้อหน้าเอียงกระเท่เร่) พร้อมคันถีบแบบเอียงมากๆ ปักอยู่ริมทางเดินให้คนที่เดินผ่านไปมารู้สึกแปลกใจและอารมณ์ดีขึ้นมาได้

ไกด์พาไปตามทางเดินตรงล้อจักรยานแล้วตัดไปหลังพุ่มไม้ซึ่งเป็นทางเดินเล็กลาดลง ต้นไม้แถบนี้ทําให้เรานึกถึงป่าละเมาะที่หนุ่มสาวใช้หลบสายตาชาวบ้านมาแอบพลอดรักกัน ทางนี้จะพาเราไปยังห้องทรงกลมที่อยู่กลางแจ้ง ซึ่งก่อนจะถึงคุณอาจได้ยินเสียงเหมือนน้ำหยดอยู่ไกลๆด้วย พอเดินลงบันไดที่ขนาบด้วยทางน้ำไหลจากบนลงล่างก็จะเห็นห้องทรงกลมที่ไม่มีเพดานรอบๆ ห้องมีช่องต่างๆ ที่ดูเหมือนเอาอิฐบล็อกมาวางเรียงกัน พอเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ ก็ได้ยินเสียงประหลาด คล้ายหยดน้ำมีจังหวะเหมือนเสียงดนตรี

จากนั้นเราก็เดินออกไปทาง Zenith ซึ่งเป็นเต็นท์โพลีเอสเตอร์ขนาดใหญ่ ใช้เป็นที่สําหรับจัดคอนเสิร์ตหรือการแสดงกลางแจ้งของที่นี่ เพราะพิพิธภัณฑ์ Cité de la Musique ที่เราเขียนไว้ในเมโทร สาย 5 ก็อยู่ใกล้ๆ เราเดินตามทางไปแถวพิพิธภัณฑ์ Cité de la Musique ต่อ แล้วก็เห็น Grande Halle พอมาถึงจุดนี้เราได้ข้อสรุป อย่างหนึ่งว่า พื้นที่แห่งนี้คืองานสร้างสรรค์จากฝีมือมนุษย์ที่ออกแบบวางผัง ใช้ศาสตร์และศิลปะมาผสานกันจนเป็นสวรรค์บนดินสําหรับการพักผ่อนของทุกคนจริงๆ

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet