อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เมืองโบราณที่เกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของอารยธรรมขอม

เส้นทางนี้เป็นช่วงต้นของทางหลวงหมายเลข 323 ที่ออกจากตัวเมืองกาญจนบุรี ที่เที่ยวโดดเด่นคือ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ย่านปราสาทเมืองสิงห์มีที่เที่ยวอีกหลายแห่ง เช่น ถ้ำมะเดื่อ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติบ้านเก่า นักท่องเที่ยวอาจเลือกโดยสารขบวนรถไฟสายบางกอกน้อย-กาญจนบุรี-น้ำตก ไปสุดปลายทางที่สถานีน้ำตกไทรโยคน้อย (น้ำตกเขาพัง) ผ่านจุดท่องเที่ยวตลอดเส้นทาง หรือเลือกใช้บริการรถไฟนําเที่ยวจากสถานีรถไฟหัวลําโพงในช่วงสุดสัปดาห์ก็ได้ เส้นทางนี้ไม่ไกลจากตัวเมืองกาญจนบุรี สามารถแวะเที่ยวได้หลายจุดภายในวันเดียว มีที่พักแบบรีสอร์ตหลายแห่งตลอดเส้นทางไปปราสาทเมืองสิงห์และละแวก อ. ไทรโยค-ถ้ำกระแซ

ส่วนแหล่งที่กินแหล่งใหญ่อยู่ที่หน้าน้ำตกไทรโยคน้อย มีร้านอาหารหลายร้าน มีร้านใหญ่สองร้านเปิดขายแข่งกัน คือ ร้านนพรัตน์และร้านไส้ถั่วคุณนงเยาว์ นักท่องเที่ยวนิยมซื้อเป็น ของฝาก หรือเป็นเสบียงมื้อเที่ยง ส่วน อ. ไทรโยค เป็นอําเภอเล็กๆไม่มีร้านอาหารเด่น สามารถแวะกินได้ตามรีสอร์ตต่างๆ

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

ชมปรางค์ขอมและโบราณวัตถุอายุกว่า 600 ปี เปิดทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. ค่าเข้าชม คนไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 40 บาท รถยนต์ 50 บาท รถมอเตอร์ไซค์ 20 บาท รถจักรยาน 10 บาท มีบ้านพัก ที่กางเต็นท์ ร้านอาหารบริการถึงช่วงบ่าย โทร. 0-3458-5052-3

เมืองสิงห์เป็นเมืองโบราณที่เกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของอารยธรรมขอม ที่อยู่สุดชายแดนทางด้านตะวันตกของไทย มีกําแพงเมืองขนาด 800 x 900 ม. พื้นที่ 641 ไร่ 1 งาน 65 ตร.ว. ในเมืองมีสระน้ําหกสระ และโบราณสถานสําคัญสี่แห่ง ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทิศเหนือ ตะวันออก และตะวันตก ล้อมรอบด้วยคูน้ำคันดินเจ็ดชั้น แต่ละชั้นห่างกันไม่มากนัก บางส่วนยังมีร่องรอยเหลือให้เห็นได้ชัดเจน นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าคูน้ำคันดินเหล่านี้ใช้เป็นปราการป้องกันข้าศึก แต่บางท่านกล่าวว่าเพื่อใช้เป็นทางระบายน้ำที่ไหลบ่าจากทางเหนือให้ไหลลงแม่น้ำแควน้อย ส่วนทางด้านใต้ของเมืองมีแม่น้ำแควน้อยเป็นปราการธรรมชาติ ถัดเข้ามาด้านในเป็นกําแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลงสูง 7 ม. ล้อมรอบเมือง มีประตูเข้าออกสี่ด้าน นักท่องเที่ยวควรมีเวลาอย่างน้อย 2 ชม. ในการเดินดูรอบเมืองโดยไม่เหนื่อยเกินไปนัก หรืออาจขับรถแวะจอดดูตามจุดต่างๆ

ที่ตั้งและการเดินทาง : ริมแม่น้ำแควน้อย บ้านปากกิเลน ต. วังสิงห์ อ. ไทรโยค ห่างจาก อ. เมือง ประมาณ 43 กม. หากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจาก อ. เมือง ใช้ทางหลวงหมายเลข 323 ไปทาง อ. ไทรโยค ผ่านสี่แยกแก่งเสี้ยนจนถึงสี่แยกบริเวณป้อมตํารวจปากกิเลน ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3455 ตรงไปจนถึงสามแยกให้เลี้ยวซ้ายไป 200 ม. ปากทางเข้าอยู่ขวามือ หากเดินทางโดยรถประจําทาง ให้นั่งสายกาญจนบุรี-สังขละบุรี ลงที่แยกปากกิเลน แล้วนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าไป หรือหากเดินทางโดยรถไฟ ให้ขึ้นรถไฟสายบางกอกน้อย-กาญจนบุรี-น้ำตก ลงที่สถานีท่ากิเลน แล้วนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าไป

ประวัติ : ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเมืองสิงห์และโบราณสถาน ภายในเมืองสร้างขึ้นเมื่อใด จากโบราณสถานที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นศิลปกรรมแบบขอมสมัยบายัน (มีอายุในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 18 ใน สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) ผสมผสานกับศิลปะทวารวดีโดยฝีมือช่างพื้นเมือง ซึ่งหยาบกว่าฝีมือช่างขอมที่ปราสาทบายันนครธมมาก ทําให้สันนิษฐานว่าเมืองสิงห์มีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งพุทธศาสนานิกายมหายานจากกัมพูชาแพร่หลายเข้าสู่ดินแดนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อนหน้าพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ปราสาทเมืองสิงห์ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรขุดแต่งและบูรณะตั้งแต่ พ.ศ. 2517-2529 และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2530 โดยสมเด็จพระเทพ

สิ่งน่าสนใจ

  • ปราสาทเมืองสิงห์ (โบราณสถานหมายเลข 1) สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นิกายมหายาน ปราสาทตั้งอยู่เกือบถึงกลางเมือง มีทางเดินรูปกากบาทเชื่อมระหว่าง ประตูเมืองด้านทิศตะวันออกกับซุ้มประตูด้านหน้า แต่ก่อสร้างเยื้องกันเล็กน้อย ไม่ตรงพอดีเหมือนที่อื่น ตัวปราสาทก่อด้วยศิลาแลง ฉาบปูน ประดับลวดลายปูนปั้น มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หัน หน้าไปทางทิศตะวันออก ศิลาแลงที่ใช้ก่อสร้างได้มาจากเมืองครุฑ ซึ่งเป็นแหล่งตัดหินริมแม่น้ำแควน้อย ห่างจากเมืองสิงห์ไปทางทิศ ตะวันออกประมาณ 5 กม.) ด้านหน้าปราสาทมีลานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ที่มุมทั้งสี่ของลานมีแอ่งตื้นๆขนาดเล็กรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส รอบแอ่งเป็นหลุมสี่เหลี่ยมตื้นๆขนาดเท่าก้อนศิลาแลงเรียงกันอยู่เป็นคู่ สันนิษฐานว่าใช้สําหรับวัดระยะในการสร้างโบราณสถานแห่งนี้
  • ปราสาทเมืองสิงห์มีส่วนประกอบดังนี้
    – ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงกลางฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุขยื่นออกไปรับกับมุขของโคปุระ (ซุ้มประตู) ทั้งสี่ทิศหน้าปรางค์ด้านตะวันออก สันนิษฐานว่าทําเป็นระเบียงเครื่องไม้รูปกากบาท มุง หลังคาด้วยกระเบื้องกาบกล้วย แต่ปัจจุบันเหลือเพียงฐานอาคาร เนื่องจากปรางค์ส่วนยอดพังทลายลงมาหมดแล้ว พบเพียงกลีบบัว ส่วนยอดสลักด้วยหินทราย ตกอยู่ใกล้กับโคปุระทางทิศตะวันตกภายในปรางค์ค้นพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปางเปล่งรัศมี พระนางปรัชญาปารมิตา พระพุทธรูปนาคปรกหินทราย ซึ่งเป็นรูปเคารพในศาสนาพุทธนิกายมหายาน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้นํารูปจําลองของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมาประดิษฐานไว้ ส่วนองค์จริงนําไปประดิษฐานทีjพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

– โคปุระ ซุ้มประตูและระเบียงคด อยู่ล้อมรอบปรางค์ประธานทั้งสี่ทิศ ด้านทิศเหนือและทิศใต้พังทลายเหลือเพียงเรือนธาตุด้านทิศตะวันตกยังสมบูรณ์มากที่สุด ปัจจุบันประดิษฐานรูปจําลองของพระนางปรัชญาปารมิตา โคปุระทุกด้านมีระเบียงทางเดินเชื่อมต่อกัน มีผนังสองด้าน หลังคาเป็นศิลาแลงเรียงซ้อนเหลี่ยมเป็นเส้นโค้ง มีบราลีดินเผาประดับอยู่บนสันหลังคาเพื่อป้องกันไม่ให้นก มาเกาะสันหลังคา ระเบียงด้านที่สมบูรณ์ที่สุดคือด้านที่เชื่อมระหว่างโคปุระด้านทิศเหนือ ซึ่งมีภาพสลักนูนต่ำรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

– บรรณาลัย สร้างขึ้นเพื่อใช้เก็บคัมภีร์ทางศาสนา อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก ประตูทางเข้าอยู่ด้านตะวันตก ผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้มีช่องหน้าต่างเล็กๆ ตําแหน่งการสร้างเช่นนี้พบในศาสนสถานอีกหลายแห่งที่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

– กําแพงแก้ว เป็นกําแพงล้อมรอบตัวปราสาท ส่วนใหญ่พังทลายลงเกือบหมด มีลักษณะเป็นกําแพงศิลาแลงสูง มีศิลาแลงคล้ายใบเสมาวางเรียงกันอยู่บนสันแนวกําแพง

– โบราณสถานหมายเลข 2 อยู่มุมด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทเมืองสิงห์ สร้างด้วยศิลาแลงประดับลวดลายปูนปั้น ลักษณะพื้นเมืองคล้ายศิลปะทวารวดี ประกอบด้วยปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงกลาง มีโคปุระสี่ด้านเชื่อมกันด้วยระเบียงคด โคปุระตะวันออกอยู่ห่างจากปรางค์ประธานมากกว่าด้านอื่นๆ แต่ระเบียงคดด้านตะวันออกมีเพียงฐาน ไม่มีผนังและหลังคาคลุมตามแบบแผนที่ควรเป็น เมื่อทําระเบียงคดระหว่างโคปุระด้านทิศเหนือกับทิศใต้แล้ว ทําให้ดูเหมือนเป็นปรางค์สามองค์เรียงกัน

  • อาคารจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ จัดแสดงภาพถ่ายและเรื่องราวในการบูรณะอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ รวมทั้งจัดแสดงโบราณวัตถุหลายชิ้นที่หักพังและค้นพบในช่วงบูรณะ เช่น ลวดลาย ปูนปั้น เศษกระเบื้อง บราลี กลีบขนุน ภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนพระพักตร์ของพระพุทธรูปหินทรายขนาดใหญ่ รูปจําลองพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระนางปรัชญาปารมิตา และพระพุทธรูปนาคปรกหินทรายอีกหลายองค์ (องค์จริงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เทวรูปส่วนใหญ่เป็นศิลปะขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นํามาจากกัมพูชา ส่วนพระพุทธรูปส่วนใหญ่เป็นศิลปะลพบุรีฝีมือช่างพื้นเมือง

  • หลุมขุดค้นทางโบราณคดี อยู่ริมแม่น้ำแควน้อยนอกแนวกําแพงเมืองทางด้านทิศใต้ ในหลุมขุดค้นพบโครงกระดูกซี่โครงและเครื่องมือเครื่องใช้ทั้งภาชนะสําริด ดินเผา เครื่องมือเหล็ก สร้อยคอ ทําด้วยลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว รวมทั้งพบแกลบข้าวติดอยู่ที่ขวานสําริดข้างศพด้วย นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นที่ฝังศพของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในราว 2,000 ปีก่อน ซึ่งแสดงว่ามีการตั้งชุมชนกระจายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยนานมาแล้ว ก่อนการเกิดเมืองสิงห์ ผู้คนดํารงชีวิตในลักษณะชุมชนเกษตรกรรม และมีพิธีกรรมการฝังศพที่แยกตามฐานะอย่างชัดเจน ปัจจุบันมีการจัดแสดงโครงกระดูกที่สภาพสมบูรณ์เอาไว้ในหลุมขุดค้นสองโครง ส่วนที่เหลือนําไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร