พิพิธภัณฑ์อักษะและเชลยศึกสงครามโลกครั้งที่ 2


พิพิธภัณฑ์อักษะและเชลยศึกสงครามโลกครั้งที่ 2

ค่าเข้าชม : คนไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 30 บาท – โทร. 0-3451-1263

ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้าวัดพระธรรมคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดใต้เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2520 เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งสงคราม นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมาเที่ยวชมกันมาก ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นโรงเรือนขนาดยาวทําด้วยไม้ไผ่หลังคามุง จากด้านในยกพื้นปูด้วยฟากไม้ไผ่ โดยจําลองมาจากค่ายเชลยศึกสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายในรวบรวมภาพเก่าของการสร้างทางรถไฟสายมรณะ ภาพเขียนจากความทรงจําของเชลยศึก เครื่องมือ เครื่องใช้และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ในระหว่างสงครามโลก

วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ)

สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองกาญจนบุรี ทอดพระเนตรเห็นประชาชนกําลังช่วยกันปฏิสังขรณ์ จึงร่วมบริจาคทรัพย์ด้วยเป็นเงิน 10 ชั่ง

ที่ตั้ง : ริมแม่น้ำแควใหญ่ ห่างจากศาลหลักเมืองราว 500 ม.

การเดินทาง : รถยนต์ส่วนตัว จากศาลากลางจังหวัดใช้ทางหลวงหมาย เลข 323 ไปทาง อ. ไทรโยคผ่าน สภ.อ. เมืองกาญจน์และ รพ. แสงชูโตไปไม่ไกล จนถึงสี่แยกไฟแดงให้เลี้ยวขวาเข้า ถ. ถาวรวิถี ตรงไปจนถึงสามแยกให้เลี้ยวซ้าย เมื่อเจอสี่แยกให้เลี้ยวขวาไปเล็กน้อย วัดอยู่ทางขวามือ ส่วนรถประจําทาง ขึ้นรถสาย 1

สิ่งน่าสนใจ

  • โบสถ์เก่า ปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 บานประตูแกะสลักเป็นลายดอกพุดตานและฤาษีอย่างสวยงาม หน้าปั้นเป็นรูปช้างเอราวัณเชิญพานเกล้า ภายในมีภาพเขียนสีตลอดทั้งผนังและเพดาน แต่น้ำฝนและขี้ค้างคาวที่ซึมลงมาตามรอยรั่วบนผนังได้ทําลายภาพไปบ้าง
  • ภาพจิตรกรรมในโบสถ์เก่า เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบเก่าที่ยังสมบูรณ์อยู่เพียงแห่งเดียวใน จ. กาญจนบุรี ฝีมืองดงาม แต่ไม่มีบันทึกว่าผู้ใดวาดผนังด้านหลังพระประธานเขียนเป็นภาพ ซุ้มเรือนแก้วกับรูปเทวดา ผนังด้านขวาและซ้ายแบ่งเป็นสามส่วน ตอนบนเขียนเป็นภาพเทพชุมนุม ตอนกลางเป็นภาพพุทธประวัติ ตอนล่างเป็นรูปสัตว์นรก ผนังด้านหน้าตอนบนเป็นภาพเทวดาคลี ม่าน ตอนกลางเป็นปางปาลิไลยก์ ตอนล่างเป็นรูปมารผจญ ส่วนเพดานเขียนเป็นท้องฟ้าวาดเป็นลายดาวและมีราหูอมจันทร์ลอยอยู่ในเมฆ ที่น่าสนใจคือบริเวณมุมห้องหน้าพระประธานด้านซ้าย ช่าง ได้วาดรูปหนุมานตัวใหญ่เอื้อมมือลงมาดึงแถบสีระหว่างผนังสองด้านที่วาดมาไม่บรรจบกัน นับเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่สอดแทรกอารมณ์ขันได้อย่างดี ผู้ที่ต้องการชมภาพจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์ต้องติดต่อขอกุญแจที่พระครูกาญจนโสตถิคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส
  • มณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจําลอง ฝีมือก่อสร้างรุ่นเดียวกับโบสถ์เก่า ที่ผนังด้านนอกมีภาพปูนปั้นเป็นรูปคนนุ่งกางเกงขายาว สวมเสื้อคอปิด ฝีมือไม่ประณีตนัก น่าจะเป็นช่างพื้นบ้าน

วัดถาวรวราราม (วัดญวน)

ชาวญวนที่นับถือพุทธศาสนานิกายมหายานซึ่งถูกกวาดต้อนเข้ามา เมื่อครั้งเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ไปตีเมืองญวน เมื่อ พ.ศ. 2377 ได้ช่วยกันสร้างวัดนี้ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยตั้งชื่อเป็นภาษาญวนว่า วัดคั้นถ่อสื่อ ต่อมารัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานชื่อวัดเป็นภาษาไทยว่า วัดถาวรวราราม ปัจจุบันเป็นวัดในพระพุทธศาสนาฝ่ายอนัมนิกาย ลัทธิมหายาน ซึ่งยังสืบทอดรูปแบบประ เพณีแบบมหายาน เช่นเดียวกับวัดจีนอื่นๆในประเทศไทย

ที่ตั้ง : ริมแม่น้ำแควใหญ่ ติดกับวัดเหนือ

การเดินทาง : รถยนต์ส่วนตัว จากศาลากลางจังหวัดใช้ทางหลวงหมาย เลข 323 ไปทาง อ. ไทรโยค ผ่าน สภ.อ. เมืองกาญจน์และ รพ. แสงชูโตไปไม่ไกลจะเจอสี่แยกไฟแดงให้เลี้ยวขวาเข้า ถ. ถาวรวิถี ตรงไปจนเจอสามแยกจะเห็นวัดตั้งอยู่ข้างหน้า ส่วนรถประจําทาง ขึ้นรถสาย 1

สิ่งน่าสนใจ

  • โบสถ์ เป็นโบสถ์หลังแรกของวัด สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2436 ตามลักษณะสถาปัตยกรรมจีน โดยเจ้าอธิการเหยี่ยวเค เจ้าอาวาสองค์ที่ 2
  • พระพุทธรูปในโบสถ์ หลังสร้างโบสถ์เสร็จ เจ้าอธิการเหยี่ยวเค ได้ชักชวนชาวบ้านนั่งเรือทวนแม่น้ำแควใหญ่ขึ้นไปเสาะหาพระประธานของโบสถ์ตามนิมิต จนกระทั่งเดินทางไปถึงวัดนางพิม ซึ่งเป็นวัดร้างสร้างมาแต่สมัยอยุธยาที่บ้านท่าเสา ต. ทุ่งลาดหญ้า ในโบสถ์มีพระพุทธรูปศิลาทรายแดงสามองค์ประดิษฐานอยู่

ญวนเมืองกาญจน์

ชาวญวนได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยหลายครั้งด้วยกันนับตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีเป็นต้นมา การกวาดต้อนชาวญวนเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2377 นั้น รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯให้ญวนที่นับถือคริสต์ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ ต. สามเสน กรุงเทพฯ ส่วนที่นับถือพุทธก็ให้มาตั้งบ้านเรือนที่เมืองกาญจนบุรีเพื่อรักษาป้อมปราการเมืองใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้น ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์โปรดเกล้าฯให้ญวนที่รักษาป้อมเมืองกาญจนบุรีเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งเป็นคลองขุดใหม่ในพระนคร โดยมาเป็นทหารปืนใหญ่ฝ่ายวังหลวง ขณะที่ญวนสามเสนเป็นทหารปืนใหญ่ฝ่ายวังหน้า ส่วนญวนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองกาญจนบุรีแล้วก็คงไม่ได้โยกย้ายเข้ามาด้วย โดยเฉพาะในย่านตลาดเมืองกาญจน์ บ้านโรงหีบ ท่ามะขาม ลิ้นชาง ยางเกาะ แพญวน

ปัจจุบันชาวญวนรุ่นเก่าก็ยังมีลูกหลานสืบต่อมาอยู่ในเมืองกาญจน์ แต่ก็ผสมปนเปไปมากแล้ว สกุลเก่าๆหลายสกุลในกาญจนบุรีที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวญวน เช่น ถนอมทรัพย์, คชวัตร, ธนะโสภณ, เปรมะบุตร, ไชยโกมินทร์, วะสี, ภังคานนท์, อังศุโชติ เป็นต้น

พระประธานในโบสถ์ หรือพระพุทธสถาพรมงคล ที่ชาวบ้าน เรียกกันว่า หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ ในซุ้มเรือนแก้ว หน้าตักกว้าง 5 ศอก สูง 8 ศอก 1 คืบ ส่วนอีกสอง องค์ขนาดหน้าตักกว้าง 3 ศอก สูง 4 ศอก 1 คืบเท่ากัน องค์เบื้องขวา เป็นพระพุทธรูปปางเดียวกับพระประธาน ส่วนองค์เบื้องซ้ายเป็น พระปางสมาธิ

ป่าช้าวัดญวน บนฝั่งถนนตรงข้ามกับวัดเป็นสุสานของบรรพบุรุษชาวญวนและชาวจีนในเมืองกาญจน์มีอนุสาวรีย์กรรมกรและทหารนิรนามซึ่งสร้างขึ้นหลังจากการล้างป่าช้าวัดญวนเมื่อ พ.ศ. 2494 และพบโครงกระดูกมากกว่า 4,500 ศพ ส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชียซึ่งมาเป็นกรรมกรรับจ้างสร้างทางรถไฟ

แพล่องแม่น้ำแควน้อย

แพที่จอดอยู่บริเวณริมแม่น้ําแควใหญ่ของเมืองกาญจนบุรีนี้ ส่วนใหญ่เป็นแพเธค ซึ่งหมายถึงแพหลังใหญ่ พักได้จํานวนมาก และมีเครื่องขยายเสียงและคนเปิดเพลงประจําแพ ซึ่งเป็นที่นิยมสําหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบสนุกสนานเฮฮาหรือการรับน้องใหม่ของสถาบันการศึกษาต่างๆในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ จะมีผู้มาใช้บริการเป็นจํานวนมากจนเรียกได้ว่าคับคั่งทีเดียว

ที่ตั้ง : ริมแม่น้ำแควใหญ่ บริเวณ ถ. สองแคว

การเดินทาง : รถยนต์ส่วนตัวจาก ถ. หลักเมือง ผ่านศาลหลักเมือง ตรงไปจนถึงสามแยกเลี้ยวขวาเข้า ถ. สองแคว หรือนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากย่านตัวเมือง

สิ่งน่าสนใจ

  • เส้นทางล่องแพเริ่มจากจุดจอดแพ เข้าแม่น้ำแควน้อย ผ่านสุสานเขาช่องไก่ วัดถ้ำมังกรทอง วัดถ้ำเขาปูน โดยจะจอดให้ขึ้นไปเที่ยวชมสถานที่ละ 1 ชม. จากนั้นจะไปจอดพักค้างคืนรวมกันบริเวณ หน้าเกาะแก้วพัฒนา ห่างจากจุดจอดแพหน้าเมืองประมาณ 10 กม. บนเกาะมีห้องอาบน้ำให้บริการ และในเวลากลางคืนจะเปิดเพลงและไฟดิสโกเธอจนถึง 23.00 น. ในแพมีหมอน ผ้าห่ม และเครื่องครัว สําหรับอาหารสดและเครื่องดื่มต้องซื้อก่อนลงแพ อัตราค่าแพมีดังนี้ – แพหนึ่งหลัง พักได้ 10-30 คน ราคาประมาณ 1,800 บาท/คืน – แพสองหลังติดกัน ราคาประมาณ 3,500 บาท/คืน – แพสามหลังติดกัน ราคาประมาณ 5,000 บาท/คืน

หมายเหตุ : ในวันธรรมดานักท่องเที่ยวสามารถต่อรองราคาได้ถูกกว่านี้ และหากพักมากกว่า 1 คืน คืนต่อไปจะลดราคาถึง 50 เปอร์เซ็นต์

สุสานดอนรัก

สุสานดอนรัก หรือสุสานสหประชาชาติ ที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “ป่าช้าฝรั่ง” เป็นสุสานขนาดใหญ่บนพื้นที่ประมาณ 17 ไร่ บรรจุศพทหารเชลยศึกที่เสียชีวิตระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะถึง 6,982 หลุม โดยเชลยศึก 300 คน เสียชีวิตด้วยอหิวาตกโรคและฝังไว้ที่ค่ายนิเกะ (ประมาณ 15 กม. ก่อนถึงด่านเจดีย์สามองค์) ส่วนที่เหลือได้จากหลุมฝั่งเชลยศึกตามค่ายต่างๆ นอกจากสุสานดอนรักแล้วยังมีสุสานช่องไก่ ซึ่งรัฐบาลไทยและฝ่ายสัมพันธมิตรได้ตกลงกันเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2497 เพื่อสร้างสุสานสองแห่งนี้ขึ้น

ที่ตั้ง : ถ. แสงชูโต เยื้องสถานีรถไฟสถานีรถไฟกาญจนบุรี ใช้ทางหลวงหมายเลข 323 ไปทาง อ. ไทรโยค ผ่าน รพ. แสงชูโต ตรงไปไม่ไกลจะเห็นสุสานดอนรักทางซ้ายมือ

อนุสรณ์สถาน สิ่งสุดท้ายจากสงคราม

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงเมื่อ พ.ศ. 2488 ฝ่ายสัมพันธมิตรผู้ชนะสงครามได้ดําเนินการจัดสร้างอนุสรณ์สถานแด่ผู้เสียชีวิตขึ้นหลายแห่งในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นสมรภูมิสําคัญนั้นมีอนุสรณ์สถานตั้งอยู่ในหลายประเทศ คือ ในประเทศไทยสองแห่ง พม่าสามแห่ง อินเดียหกแห่งบังกลาเทศ ห้าแห่ง ปากีสถานและศรีลังกาประเทศละสองแห่ง

นอกจากนี้ที่กาญจนบุรียังมีอนุสรณ์สถานที่สร้างโดยทหารญี่ปุ่น เพื่อคารวะแด่ดวงวิญญาณผู้เสียชีวิตในระหว่างสงคราม คืออนุสาวรีย์ไทยานุสรณ์ ส่วนกรรมกรรับจ้างอีกเป็นจํานวนมากที่เสียชีวิตไปโดยไม่มีผู้ใดจดบันทึกไว้นั้น มีการสร้างอนุสาวรีย์กรรมกรและทหารนิรนามไว้ที่ป่าช้าวัดญวน และโครงกระดูกอีกส่วนหนึ่งของพวกเขาตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2

สิ่งน่าสนใจ

บรรยากาศในสุสานเงียบสงบและร่มรื่น พื้นที่ภายในได้รับการตกแต่งไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงาม เหนือหลุมฝังศพทุกหลุมมีแผ่นทองเหลืองจารึกชื่อ อายุ และประเทศของผู้เสียชีวิต บรรทัดสุดท้าย เป็นคําไว้อาลัยที่โศกเศร้า ทุกปีจะมีวันรําลึกถึงผู้เสียชีวิตเฉพาะของคนชาติต่างๆ ได้แก่

– วัน Anzac Day 25 เม.ย. ของชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
– วัน Armistice Day 5 พ.ค. ของชาวฮอลันดา
– วัน Remembrance Day 11 พ.ย. ของชาวอังกฤษ

พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย-พม่า

เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนที่เปิดให้บริการล่าสุด เมื่อปี พ.ศ. 2546 จัดแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟสายมรณะอย่างเป็นระบบ เข้าใจง่าย ภายในติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ มีคอฟฟีช็อปที่มอง เห็นสุสานดอนรักจากมุมสูง ทําให้ได้บรรยากาศหลังจากชมพิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีของที่ระลึกจําหน่ายเป็นสมุดภาพเกี่ยวกับทางรถไฟสายมรณะและสงครามมหาเอเชียบูรพา โปสการ์ด ผ้าทอจากชาวกะเหรี่ยง เพื่อช่วยเหลือผู้อพยพในค่ายผู้ลี้ภัย

ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงบอร์ดนิทรรศการ แผนภูมิ สภาพภูมิศาสตร์ของเส้นทางรถไฟ ค่ายผู้อพยพ จํานวนผู้เสียชีวิต โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับช่วงเวลาก่อสร้าง สาเหตุการสร้างเส้นทางรถไฟ สายมรณะ แผนที่อิเล็กทรอนิกส์ที่แสดงความก้าวหน้าในการสร้างทางรถไฟและเส้นทางรถไฟจําลองขนาด 1:50,000 ที่เหมือนจริงทุกประการ ภาพชุดจากเหตุการณ์จริงถึง 60 กลุ่ม ภาพแสดงการ ก่อสร้างทางรถไฟผ่านช่องเขาขาดในตอนกลางคืน โดยจัดสร้างให้อยู่ในร่องลึก 3 ม. เสมือนภาพในมุมมองจากทางอากาศ

ที่ตั้ง : ข้างสุสานดอนรัก ถ. เจ้าขุนเณร ต. บ้านเหนือ เลยสุสานดอนรักไปจะเห็นพิพิธภัณฑ์ทางซ้ายมือ