สัมผัสชีวิตหมู่บ้านมอญและชมวัดหลวงพ่ออุตตมะที่สังขละบุรี

สังขละบุรี อยู่บริเวณริมเขื่อนเขาแหลมและเป็นอําเภอติดชายแดนไทย-พม่า เป็นจุดที่แม่น้ำสามสายไหลมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำรันตี บีคลี่ และซองกาเลีย เป็นแหล่งน้ำที่ไหลลงเขื่อนเขาแหลม จึงมีสภาพภูมิประเทศที่สวยงามน่าชม สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ข้ามแม่น้ำซองกาเลียก็มีทิวทัศน์สวยงามมาก ในเส้นทางนี้ยังมีกิจกรรมอีกหลายอย่าง เช่น วิถีชีวิตชาวมอญ วัดวังก์วิเวการาม เลือกซื้อของฝากจากพม่า หรือจะขี่ช้าง ล่องแพไม้ไผ่ พักแพ ชมด่านเจดีย์สามองค์ ก็น่าสนใจไม่น้อย

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติก็น่าสนใจไม่น้อยเช่น อช. เขาแหลม โดยเฉพาะน้ำตกกระเต็งเจ็ง ซึ่งต้องเดินป่าเข้าไปหลายชั่วโมง หากสนใจกิจกรรมกลางแจ้งแนะนําให้แวะไปที่หน่วยพิทักษ์ อช. ป้อมปีซึ่งตั้งอยู่ริมเขื่อน นอกจากเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงามแล้วยังเหมาะสําหรับพายเรือแคนู รวมถึงขี่จักรยานเสือภูเขาอีกด้วย

สัมผัสชีวิตหมู่บ้านมอญและชมวัดหลวงพ่ออุตตมะ

เสน่ห์ของเมืองชายแดนอย่างสังขละบุรีอยู่ที่การผสมผสานระหว่างความงามของสภาพธรรมชาติ สายน้ำและป่าเขาลําเนาไพรที่อุดมสมบรณ์ เข้ากับวิถีชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่ายของผู้คนหลากเชื้อชาติ ภาษาที่ยังคงเอกลักษณ์แห่งชาติพันธุ์ของตนไว้ได้ โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงและมอญ หนทางยาวไกลกว่าจะถึงสังขละบุรีทําให้เมืองนี้ยังมีสภาพธรรมชาติที่บริสุทธิ์อยู่มาก แค่มานอนพักผ่อนเงียบๆ สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ ดูนกมากมายที่บินหากินริมทะเลสาบกว้างหน้าที่พักก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว โดยเฉพาะในฤดูหนาวสังขละบุรีจะงดงามเป็นพิเศษ เนื่องจากอากาศเย็นสบายคล้ายภาคเหนือ และมีสายหมอกลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือทะเลสาบจนสาย ส่วนในฤดูร้อนอากาศจะร้อนอบอ้าว และในฤดูฝนถนนจะค่อนข้างลื่น

ที่ตั้งและการเดินทาง : ห่างจาก อ. เมือง ประมาณ 220 กม. หากเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว จาก อ. ทองผาภูมิใช้ทางหลวงหมายเลข 323 มาทาง อ. สังขละบุรี ผ่าน อช. เขาแหลม จนมาถึง กม. 69 มี ทางแยกซ้ายมือให้เลี้ยวเข้าไป 1 กม. ก็จะถึง การเดินทางในตัวเมือง มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และรถสองแถว คิวรถอยู่ในตลาด สามารถนั่งไปเที่ยวที่ต่างๆได้ เช่น ไปหมู่บ้านมอญ นอกจากนี้บริเวณหัวสะพานไม้อุตตมานุสรณ์ก็มีคิวรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างด้วย

ประวัติ : ในสมัยอยุธยา ธนบุรี และต้นรัตนโกสินทร์ สังขละบุรี หรือในชื่อเมืองท่าขนุน เป็นเมืองหน้าด่านเล็กๆขึ้นตรงกับเมืองกาญจนบุรี ต่อมา พ.ศ. 2369 รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองท่าขนุนขึ้นเป็นเมืองชายแดน มีเจ้านายกะเหรี่ยงเป็นเจ้าเมือง พระราชทานนามว่า พระศรีสุวรรณคีรี มีทายาทสืบทอดตําแหน่งต่อมาสี่คน ในรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2438 เมืองท่าขนุนได้ยกฐานะเป็น อ. วังกะ สังขละบุรี ต่อมาถูกยุบเป็นกิ่งอําเภอขึ้นกับเมืองกาญจนบุรี ก่อนที่จะยกฐานะเป็น อ. สังขละบุรี ในปี พ.ศ. 2508

พ.ศ. 2494 ชาวมอญชุดแรกราว 60 ครอบครัวอพยพจากบ้านโมกกะเนียง อ. เย จ. มะละแหม่ง สหภาพพม่าเข้ามา หลวงพ่ออุตตมะซึ่งจําพรรษาอยู่ที่ทองผาภูมิและเป็นชาวมอญบ้านโมกกะเนียงเช่นกัน จึงเดินทางมาดูและพาชาวมอญไปอยู่ที่บ้านวังกะล่าง (ห่างจากตัวอําเภอเก่า 3 กม.) และสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้น พ.ศ. 2496 หลวงพ่อได้ขอราชการสร้างหมู่บ้านขึ้นที่ฝั่งแม่น้ำตรงข้ามกับตัว อําเภอเก่า ต่อมา พ.ศ. 2505 มีชาวมอญอพยพเข้ามาสมทบอีกจํานวนหนึ่ง

พ.ศ. 2527 หลังจากเริ่มกักเก็บน้ำในเขื่อนเขาแหลม ตัวอําเภอซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านวังกะ รวมทั้งหมู่บ้านมอญจึงย้ายมาอยู่ในที่ปัจจุบัน หลวงพ่ออุตตมะได้จัดสรรที่ดินของวัดวังก์วิเวการามให้ชาวบ้าน ครอบครัวละ 30 ตร.ว. ปัจจุบันหมู่บ้านมอญมีพื้นที่ราว 1,000 ไร่เศษ มีราว 1,000 หลังคาเรือน ชาวบ้านเกือบทั้งหมดจัดเป็นผู้พลัดถิ่น สัญชาติพม่าซึ่งไม่มีบัตรประชาชน ทํามาหากินโดยการปลูกพืชผัก สวนครัวตามชายน้ำ ทําประมงชายฝั่ง คนหนุ่มสาวส่วนหนึ่งนิยมเป็นลูกจ้างในโรงงานเย็บเสื้อที่อยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้าน

สิ่งน่าสนใจ

  • สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ) สามารถจอดรถบริเวณสามประสบรีสอร์ต แล้วเดินไปสะพานซึ่งอยู่ห่างไป 100 ม. ตัวสะพานมีความยาวประมาณ 900 ม. นับเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดใน ประเทศไทย และถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของ อ. สังขละบุรี หลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ดําเนินการสร้างสะพานไม้นี้ขึ้น โดยความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในหมู่บ้านมอญตั้งแต่สมัยยังอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวอําเภอเก่า ตัวสะพานได้รับการซ่อมแซมใหญ่ทุก 5-7 ปี เมื่อแรกซ่อมสะพาน มีลักษณะเป็นแนวตรง พอเวลาผ่านไปสะพานเริ่มคดไปมาด้วยแรงน้ำและแรงลม ปัจจุบันเทศบาลสังขละบุรีได้สร้างสะพานไม้ต่อจากสะพานหลวงพ่ออุตตมะเลียบริมน้ำฝั่งไทยยาวประมาณ 200 ม. เพิ่งเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2546 การเดินข้ามสะพานไม้จะทําให้ได้สัมผัสถึงความงดงามของสะพาน ทัศนียภาพของทะเลสาบ และชีวิตชีวาของผู้คนที่สัญจรบนสะพานได้อย่างใกล้ชิด ช่างภาพหลายคนกล่าวตรงกันว่า เขาถ่ายภาพสะพานแห่งนี้ได้ต่างอารมณ์กันทุกครั้งที่มาเยือน

  • หลวงพ่ออุตตมะ ศูนย์รวมศรัทธาของชาวมอญ โดยหลวงพ่ออุตตมะ หรือพระครูอุดมสังวรเถระ (ชื่อเดิม เอหม่อง) เป็นชาวมอญโดยกําเนิด ท่านเกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 4 ขึ้น 6 ค่ำ ปีจอ พ.ศ. 2453 ในครอบครัวชาวนาและทําสวนยางที่หมู่บ้านโมกกะเนียง จ. มะละแหม่ง เมื่ออายุ 9 ขวบ ได้เกิดอหิวาตกโรคระบาดในหมู่บ้าน มารดาจึงนําท่านไปฝากไว้กับหลวงลุงที่วัดทําให้ได้เรียนหนังสือจนแตกฉานกว่าเด็กวัยเดียวกัน ต่อมาท่านได้บวชเณรเมื่ออายุ 18 ปี ก่อนจะสึกออกมาประกอบอาชีพ และบวชเป็นพระอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2476 ได้ฉายาว่า อุตตมะรัมโภ แปลว่าผู้มีความเพียรสูงสุด และได้รับถ่ายทอดตํารับตําราต่างๆ เช่น ตํารายาสมุนไพร ไสยศาสตร์ คาถาไล่ผี และคาถารักษาสารพัดโรคจากพระอุปัชฌาย์ ท่านได้ทุ่มเทศึกษาบาลีไวยากรณ์อย่างหนัก จนพรรษาที่ 8 ก็สอบเปรียญ 8 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์พม่า ต่อมา พ.ศ. 2490 ท่าน เริ่มออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆในประเทศพม่า และตัดสินใจข้ามมายังประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2494 ด้วยความเบื่อหน่ายที่ผู้คนต้องรบราฆ่าฟันกันเอง ท่านข้ามชายแดนมาทางบ้านอีต่อง และจําพรรษาแรกในเมืองไทยที่วัดท่าขนุน อ. ทองผาภูมิ ก่อนที่จะเดินทางมาที่สังขละบุรีในปีเดียวกัน หลวงพ่ออุตตมะกลายเป็นที่พึ่งทางจิตใจ และเป็นที่เคารพอย่างสูงสุดของชาวมอญในเมืองไทย รวมทั้งชาวกะเหรี่ยง ไทย ข้าราชการ และผู้คนหลากเชื้อชาติทั้งในทองผาภูมิและสังขละบุรีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ท่านได้สร้างสาธารณประโยชน์และความเจริญให้กับดินแดนแถบนี้มากมาย ทั้งยังเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของประชาชนชาวไทยและพม่าทั่วไป หลวงพ่ออุตตมะมีชื่อเสียงมากในทางแคล้วคลาดและเมตตามหานิยม โดยเฉพาะสร้อยลูกประคําของท่านนั้นนับเป็นเครื่องราง ที่ได้รับความศรัทธาจากประชาชนทั่วประเทศ

  • หมู่บ้านมอญ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัว อ. สังขละบุรี มีสะพานไม้อุตตมานุสรณ์ และสะพานปูนข้ามแม่น้ำซองกาเลียเชื่อมทั้งสองฝังเข้าด้วยกัน หมู่บ้านอยู่ห่างจาก อ. สังขละบุรีประมาณ 5 กม. ภายในหมู่บ้านจะคึกคักและมีชีวิตชีวาในตอนเช้าตรู่และตอนเย็น ชาวบ้านที่นี่มีอัธยาศัยไมตรีและคุ้นชินกับการมาเยือนของนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่พูดภาษาไทยได้ดี ยกเว้นผู้สูงอายุและผู้หญิงวัยกลางคนขึ้นไป บ้านเรือนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้หลังใหญ่ ซึ่งสร้างขึ้นจากเงินค่าชดเชยจากการสร้างเขื่อน

  • ตลาดมอญ เป็นตลาดขนาดไม่ใหญ่นักแต่ทําให้ได้สัมผัสถึงชีวิตความเป็นอยู่และรูปแบบอาหารการกินของคนที่นี่ได้เป็นอย่างดี ด้านในเป็นตลาดสดที่เปิดขายตั้งแต่เช้ามืดจนถึงราว 09.00 น. ของส่วนใหญ่เป็นผลผลิตของชาวบ้าน เช่น ปลาที่จับได้จากทะเลสาบ พืชผักในไร่ และผักที่เก็บจากป่า นอกจากนี้ยังมีของใช้แบบชาวบ้าน อย่างผ้าซินมอญ ปฏิทินมอญ และโปสเตอร์เจดีย์ชะเวดากอง และ พระพุทธรูปองค์สําคัญของชาวมอญ

  • วัดวังก์วิเวการาม ชาวบ้านเรียกว่า วัดหลวงพ่ออุตตมะ เป็นวัดประจําหมู่บ้านมอญ และเป็นวัดสําคัญของ อ. สังขละบุรี หลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2499 เพื่อให้ชาวมอญ ได้ทําบุญสะดวกขึ้นโดยไม่ต้องข้ามแม่น้ำไปทําบุญที่ฝั่งอําเภอ ก่อนน้ำจะท่วมอําเภอเมื่อ พ.ศ. 2527 หลวงพ่ออุตตมะ ชาวบ้านและแรงงานรับจ้างอีก 200 คนได้ช่วยกันรื้อวัดในส่วนที่ซื้อได้มาสร้างขึ้นใหม่ในที่ปัจจุบัน ส่วนวัดเก่านั้นยามน้ำลดจะเห็นตัววัดโผล่พ้นน้ำขึ้นมา นับเป็นทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตาและมีนักท่องเที่ยวนิยมไปชมกันมาก รูปแบบศิลปกรรมในวัด ดูแปลกตาและใหญ่โตอลังการ