สถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นช่วงอ. ท่ามะกา – อ. ท่าม่วง

รายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นและ/หรือมีชื่อเสียงของจังหวัดที่คุณไม่ควรพลาดการไปเที่ยวชม คัดเลือกจากที่เที่ยวหลากหลายประเภท ทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมเพื่อให้ครบทุกรสชาติของการท่องเที่ยว

ที่เที่ยวช่วง อ. ท่ามะกา – อ. ท่าม่วง

เส้นทางนี้ส่วนใหญ่เป็นที่เที่ยวทางประวัติศาสตร์ เป็นแหล่งจําหน่ายของฝาก มีร้านขนาดใหญ่หลายร้านเรียงรายที่ฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสะดวกแวะซื้อก่อนเดินทางกลับ นอกจากนี้ยังมีของกินทั้งอาหารจานเดียว ร้านอาหารขนาดใหญ่อยู่ริมทางไปจนถึง จ. กาญจนบุรี

เส้นทางสายนี้ขนานไปกับทางหลวงสายเก่าที่ผ่านตัว อ. ท่ามะกา ท่าม่วง บ้านท่าเรือ มีทางแยกจากทางหลวงหมายเลข 323 ได้หลายทาง กลุ่มที่เที่ยวในเขต อ. ท่าม่วง คือ วัดถ้ำเสือ ถ้ำเขาน้อย และถ้ำแก้ว ต้องใช้เส้นทางผ่านเขื่อนแม่กลองซึ่งไปบรรจบกับทางแยกจากหน้าศาลากลาง จ. กาญจนบุรีได้โดยไม่ต้องย้อนกลับมาทาง อ. ท่าม่วงอีก

อ. ท่าม่วงเป็นอําเภอใหญ่ มีธนาคารและร้านอาหารให้แวะชิมพอสมควร ที่ขึ้นชื่อคือร้านอ๋อยไก่ย่าง ซึ่งขายส้มตํา ไก่ย่าง ต้มแซ่บ อาหารป่ารสจัด เป็นต้น

โบราณสถานพงตึก และวัดดงสัก ชมโบราณสถานและโบราณวัตถุ

เป็นโบราณสถานสมัยทวารวดีซึ่งค้นพบโบราณวัตถุสําคัญ เช่น พระพุทธรูปสําริดฝีมือช่างอมราวดี และตะเกียงโรมันสําริดซึ่งเป็นโบราณวัตถุที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทยเท่าที่ค้นพบในปัจจุบัน ปัจจุบันเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร บางส่วนยังเก็บรักษาไว้ที่วัดดงสัก แต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านขุดขายพ่อค้าไป ตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ส่วนซากโบราณสถานที่ยังเหลืออยู่ก็ค่อนข้างทรุดโทรม

การเดินทาง : รถยนต์ส่วนตัว ใช้ทางหลวงหมายเลข 323 (ถ. แสงชูโต) จากบ้านลูกแกไปจนถึง กม. 92 จะเห็นซอยเข้าวัดดงสัก เลี้ยวซ้ายไป 500 ม. ข้ามแม่น้ำแม่กลองแล้ววัดดงสักจะอยู่ซ้ายมือ, รถประจําทาง ขึ้นรถสายกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี ลงที่ปากซอยวัดดงสัก แล้วต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

ประวัติ : ค้นพบโดยบังเอิญจากการไถนาของชาวบ้านตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2470 มีซากโบราณสถานซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นศาสนสถาน ทําด้วยอิฐและศิลาแลงปรักหักพังอยู่ทั่วไป ทั้งยังพบโบราณวัตถุจํานวนมาก เช่น พระพุทธรูปในศิลปะทวารวดี พระพิมพ์ ระฆังหิน เครื่องถ้วยชามดินเผา มีโบราณวัตถุชิ้นสําคัญที่ต่างจากที่อื่น คือ พระพุทธรูปสําริดฝีมือช่างอมราวดี สมัยพุทธศตวรรษที่ 7 และตะเกียงโรมันสําริด สมัยพุทธศตวรรษที่ 67 นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าบริเวณที่ปรากฏซากโบราณสถาน ใน ต. พงตึกนี้เคยเป็นศูนย์กลางของชุมชนขนาดใหญ่ในสมัยทวารวดีและอาจเป็นเมืองชุมทางแห่งหนึ่งในเส้นทางการค้าระหว่างเมืองทั่วประเทศเดินทางมานมัสการอย่างเนืองแน่น

พระแท่นดงรัง

การเดินทาง : รถยนต์ส่วนตัว ใช้ทางหลวงหมายเลข 323 (ถ. แสงชูโต) ถึง หลัก กม. 101 มีทางแยกตลาดท่าเรือ ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3081 (ถ. ท่าเรือ-พระแท่น) ข้ามแม่น้ำแม่กลอง แล้วตรงไปอีกประมาณ 10 กม. ผ่านวนอุทยานพระแท่นดงรัง ทางเข้าวัดอยู่ซ้ายมือ, รถประจําทาง ขึ้นรถสายกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี ไปลงที่ตลาดท่าเรือ แล้วต่อรถสองแถวสายท่าเรือ-พระแท่น

ประวัติ : ไม่ปรากฏหลักฐานว่าถูกค้นพบเมื่อใด แต่มีบันทึกกล่าวว่าพระแท่นดงรังเป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ของไทยมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยาคู่กับพระพุทธบาทและพระพุทธฉายที่สระบุรี และพระแท่นศิลาอาสน์ที่อุตรดิตถ์ แต่เดิมพระแท่นดงรังตั้งอยู่กลางป่ารังเปลี่ยว ไม่ค่อยมีบ้านเรือนผู้คน ผู้จะมานมัสการต้องเดินทางมาตามทางเกวียน บรรยากาศรอบข้างจึงเงียบสงัดวังเวงสมกับเป็นที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

สิ่งน่าสนใจ

  • พระแท่นดงรัง เป็นแท่นหินขนาดใหญ่เท่าเตียงนอน ลาดเอียงเล็กน้อย ประดิษฐานอยู่ในวิหารพระแท่น ซึ่งตกแต่งจนดูคล้ายกับเป็นห้องนอนของพระพุทธเจ้า
  • เขาถวายพระเพลิง เป็นภูเขาหินแกรนิตลูกโดด สูงราว 55 ม. มีบันไดปูนเดินขึ้นได้ถึงยอดเขา ยอดแหลมคล้ายเมรุ ภายในมีรอยพระพุทธบาทวางอยู่บนแท่นคล้ายเชิงตะกอน ด้านหลังมณฑป มองเห็นทิวทัศน์ของที่ราบและไร่อ้อย
  • แผงขายสมุนไพรเชิงเขาถวายพระเพลิง ในป่ารังบริเวณพระแท่นดงรังนี้เป็นแหล่งเก็บหาสมุนไพร ซึ่งชาวบ้านและหมอพื้นบ้านรู้จักดีมาแต่อดีต โดยเฉพาะหญ้าร้องไห้ ซึ่งเป็นเฟิร์นชนิดหนึ่งที่ขึ้นในป่าโปร่ง ใบหงิกงอ ที่ว่ากันว่ามีเฉพาะที่นี่เท่านั้น โดยเล่าว่าแม้แต่หญ้ายังร้องไห้เนื่องจากพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน นิยมนําไปต้มดื่มต่างน้ำชา มีสรรพคุณแก้โรคร้อนใน เบาหวาน ความดัน เกาต์
  • รอยพระพุทธบาทไม้แกะสลัก ประดิษฐานอยู่ในวิหารใกล้กับวิหารพระแท่น เป็นรอยพระพุทธบาทแกะสลักด้วยไม้ ขนาดกว้าง 85 ซม. ยาว 185 ซม. แกะสลักเป็นลวดลายประดับมุขลายมงคล 108 ประการ อ่อนช้อย สวยงามมาก ผู้เชี่ยวชาญด้านรอยพระพุทธบาทชาวตะวันตกชื่อ ดร. วอลเดมาร์ ซี. ไซเลอร์ ได้ตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เมื่อปี พ.ศ. 2537 สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างหลวงสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีอายุกว่า 300 ปี โดยอาจมีการล้อมกรอบประดับกระจกเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
  • วิหารพระสังกัจจาย ภายในตกแต่งแบบวัดจีน ประดับด้วยเสามังกร ประดิษฐานพระสังกัจจายองค์ใหญ่ สูง 5 ม. นอก จากนี้ยังจัดเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน แสดงเครื่องมือเครื่องใช้ที่เกี่ยวโยงกับวิถีชีวิตของชาวชนบทใน จ. กาญจนบุรี ได้แก่ เครื่องสีฝัด ข้าวแบบเก่า ทําด้วยไม้ อายุกว่า 50 ปี เครื่องมือจับปลาแบบต่างๆ เช่น ลอบนอน ไซดักกบ ข้อง เครื่องรีบอ้อย เป็นต้น

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet