รู้จักกาญจนบุรี จังหวัดที่อุดมไปด้วยผืนป่าอุดมสมบูรณ์และแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติมากมาย

กาญจนบุรีอยู่ในภาคตะวันตกเป็นจังหวัดท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศรองจากจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่สามในสี่ของกาญจนบุรีเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผืนป่า พื้นที่ส่วนที่เหลือเป็นที่ราบเชิงเขาริมแม่น้ำและพื้นที่ริมคลองชลประทาน ด้วยสภาพภูมิประเทศดังกล่าวจึงทําให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมายทั้งแม่น้ำ ป่า ถ้ำ และน้ำตก ซึ่งหลายๆแห่งสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก แต่มีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาสูงซึ่งเดินทางไปท่องเที่ยวได้ยากลําบาก

ทิวเขาสูงชันสลับซับซ้อนทอดตัวยาวเหยียดตลอดแนวตะวันตกของกาญจนบุรีอันเป็นพรมแดนธรรมชาติที่กั้นระหว่างไทยและพม่า ทําให้ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนหลายเชื้อชาติ หลากเผ่าพันธุ์ ทําให้เกิดเรื่องราวประวัติศาสตร์มากมายที่ดําเนินไปท่ามกลางความลึกลับของผืนไพรกว้างและธารน้ำเชี่ยว

การเป็นเมืองชายแดนที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางการปกครองนับแต่สมัยอยุธยามีความหมายต่อกาญจนบุรีทั้งจากภัยสงครามระหว่างไทยและพม่า ทําให้กาญจนบุรีต้องกลายเป็นสนามรบอยู่เนืองๆจนไม่สามารถสร้างสรรค์อารยธรรมได้เท่าใดนัก แต่สงครามก็ยังส่งผลดีอยู่บ้างคือทําให้เกิดช่องว่างของเวลาที่ช่วยรักษาร่องรอยวัฒนธรรมที่คนยุคก่อนได้สร้างสรรค์ไว้ ทั้งในถ้ำและใต้ผืนดินริมแม่น้ำสายโบราณอย่างแควน้อยและแควใหญ่ ซึ่งกลายเป็นแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่สําคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ด้วยเหตุที่มีภูเขาและผืนป่ากว้างใหญ่ แร่ธาตุจึงเป็นสินค้าสําคัญของกาญจนบุรีมาแต่อดีต โดยเมืองกาญจน์ต้องส่งดีบุกไปเป็นส่วยให้แก่อยุธยาถึงปีละสามครั้ง นอกจากนี้ยังมีของป่านานาชนิด เช่น ไม้รวก ไม้ไผ่ ไม้เนื้อแข็ง อย่างไม้ชิงชัน ประดู่ แดง ตะเคียน มะเกลือ เต็ง รัง อินทนิน รวมทั้งถ่านไม้ชั้นดีซึ่งเป็นที่รู้จักกันมาเนิ่นนาน

เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งแวดล้อมในกาญจนบุรีเริ่มเสื่อมโทรมลงจากการทําเหมืองแร่ โรงงานกระดาษ การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ การตัดถนน การบุกรุกป่า ฯลฯ ดังนั้นรัฐบาลจึงได้พยายามฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมและอนุรักษ์ผืนป่าสมบูรณ์ที่ยังเหลืออยู่ โดยประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ ทําให้ยังคงมีเทือกเขาสูงชันและป่าไม้อุดมสมบูรณ์อันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิดจนกระทั่งทุกวันนี้

คนเมืองกาญจน์

จากความที่เป็นเมืองชายแดนทําให้มีผู้คนหลายเชื้อชาติอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในกาญจนบุรีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากการสํารวจประชากรในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 ก่อน พ.ศ. 2467 พบว่าในยุคนั้นกาญจนบุรีมีพลเมืองราว 45,000 คน ทั้งคนไทยและคนเชื้อชาติต่างๆที่ถูกกวาดต้อนหรืออพยพหนีภัยสงครามเข้ามา ได้แก่ มอญ ทวาย ลาว โซ่ง ลาวเวียง นอกจากนี้ยังมีชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อพยพโยกย้ายมาอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า

ข้อมูลทั่วไปของจังหวัด

อยู่ทางภาคตะวันตกของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯ 129 กม.

พื้นที่

มีพื้นที่ประมาณ 12,176,968 ไร่ (19,483.2 ตร.กม.) มีพื้นที่ชายแดนติดกับพม่ายาว 370 กม. อาณาเขต ทิศเหนือ – ติดกับประเทศพม่า อ. อุ้มผาง จ. ตาก และ อ. บ้านไร่ จ. อุทัยธานี ทิศใต้ – ติดกับ อ. บ้านโป่ง จ. ราชบุรี ทิศตะวันออก – ติดกับ อ. ทุ่งคอก จ. สุพรรณบุรี และ อ. กําแพงแสน จ. นครปฐม ทิศตะวันตก – ติดกับประเทศพม่า

แม่น้ำ


มีแม่น้ำสําคัญๆ ได้แก่

1.แม่น้ำแควน้อย (ไทรโยค) ยาวประมาณ 315 กม. ต้นน้ำเกิดจากลําธารขนาดเล็กบนภูเขาใน อ. สังขละบุรีและ อ. ทองผาภูมิ ลําธารสายสําคัญที่ไหลมารวมกันเป็นแควน้อยบริเวณตัว อ. สังขละบุรี คือ บีคลี่ ซองกาเลีย และรันตี

2. แม่น้ำแควใหญ่ (แม่กลองหรือศรีสวัสดิ์) ยาวประมาณ 386 กม. ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาถนนธงชัยใน อ. อุ้มผาง จ. ตาก ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำแควน้อยที่ ต. ปากแพรก อ. เมือง กลายเป็นแม่น้ำแม่กลอง

3. แม่น้ำแม่กลอง ยาวประมาณ 130 กม. ไหลจากอ. เมือง ลงไปทางใต้ ผ่าน จ. ราชบุรี ไปออกอ่าวไทยที่ จ. สมุทร สงคราม 4. ลําตะเพิน ยาวประมาณ 85 กม. ไหลผ่านที่ราบลุ่มทางตะวันออกของจังหวัดมาบรรจบกับแม่น้ำแควใหญ่ที่ ต. ท่าเสา อ. ไทรโยค

ภูมิอากาศ

เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ดอนและมีทิวเขากั้นทางด้านตะวันตกเป็นแนวยาว จึงเป็นพื้นที่อับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทําให้อุณหภูมิค่อนข้างสูง ฤดูร้อนอากาศร้อนอบอ้าว ฤดูหนาวไม่หนาวจัด ยกเว้นในเขตภูเขาสูง ปริมาณน้ำฝนตลอดปีน้อยกว่าภาคอื่น ฤดูร้อน – ประมาณกลางเดือน ก.พ.-กลางเดือน พ.ค. เป็นช่วงที่มีลมฝ่ายใต้พัดผ่าน ทําให้อากาศร้อนอบอ้าว อุณหภูมิตั้งแต่ 20-38 องศาเซลเซียส โดยสูงสุดในเดือน เม.ย. เฉลี่ย 31 องศาเซลเซียส ฤดูฝน – ประมาณกลางเดือน พ.ค.-กลางเดือน พ.ย. เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ปกคลุมประเทศไทย เขตที่มีฝนชุกมากคือ บริเวณภูเขาและป่าไม้ทางตอนเหนือของจังหวัด ฤดูหนาว – ประมาณกลางเดือน พ.ย. -กลางเดือน ก.พ. อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 17-30 องศา เซลเซียส มีบางพื้นที่ในเขตภูเขาสูงใน อ. ศรีสวัสดิ์ อ.ทองผาภูมิ และ อ. สังขละบุรี เท่านั้นที่ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส

การปกครอง

แบ่งการปกครองออกเป็น 13 อําเภอ ได้แก่ อ. เมืองกาญจนบุรี อ.ท่าม่วง อ.ท่ามะกา อ. พนมทวน อ.เลาขวัญ อ. บ่อ พลอย อ. ไทรโยค อ.ทองผาภูมิ อ. ศรีสวัสดิ์ อ. สังขละบุรี อ. ด่านมะขามเตี้ย อ. หนองปรือ และ อ. ห้วยกระเจา

คําขวัญประจําจังหวัด

แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก

ดวงตราประจําจังหวัด

ด่านเจดีย์สามองค์ เบื้องหลังเป็นทิวเขาตะนาวศรีที่กั้นพรมแดนไทย-พม่า

สภาพธรรมชาติ

ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของกาญจนบุรีเป็นพื้นที่ป่าและเทือกเขาสูง จากนั้นจึงค่อยๆลาดลงมาทางตะวันออกและใต้ โดยมีลําน้ำสายหลักสองสายคือแควน้อยและแควใหญ่ที่ไหลขนานกันจาก เหนือสู่ใต้ มาบรรจบเป็นแม่น้ำแม่กลองที่บริเวณตัวเมืองกาญจนบุรี มีเทือกเขาสําคัญทอดตัวจากเหนือลงใต้เช่นเดียวกับลําน้ำ คือทิวเขาถนนธงชัยซึ่งทอดตัวยาวลงมาจากภาคเหนือและมาสิ้นสุดที่บริเวณเขาช่องควาย (ช่องไก่) อ. เมือง และทิวเขาตะนาวศรี เริ่มจากจุดบรรจบกับทิวเขาถนนธงชัยที่เขาใหญ่ ต. ไล่โว่ อ.สังขละบุรี แล้วทอดยาวเป็นเส้นเขตแดนไทย-พม่า ลงไปจนถึง จ. ระนอง โดย เทือกเขาเหล่านี้มีความสูงเฉลี่ย 500-1,000 ม. จากระดับน้ำทะเลและเป็นแหล่งกําเนิดต้นน้ำที่สําคัญ

ที่ราบเล็กๆสองฝั่งลําน้ำแควน้อยและแควใหญ่นี้เกิดจากการสลายตัวของหินชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นหินปูนเนื่องจากมีมากและสลายตัวได้ง่ายกว่าหินชนิดอื่นๆ จึงทําให้ผืนดินตลอดลําน้ำมีฤทธิ์ เป็นกลางหรือเป็นด่างและอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุ เหมาะแก่การปลูกพืชไร่ เช่น อ้อย ข้าวโพด มันสําปะหลัง สับปะรด เป็นต้น ส่วนพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดในอ.เลาขวัญอ. บ่อพลอย และบางส่วนของอ. พนมทวน มีลักษณะเป็นที่ราบสลับเนินเขาเตี้ยๆ ตะกอนดินลําน้ำมีฤทธิ์เป็นกรดจึงทำให้ระบายน้ำได้ดี แต่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำ เหมาะแก่การปลูกพืชไร่ที่ไม่ต้องการความอุดมสมบูรณ์ของดินมากนักอย่างฝ้าย ยาสูบ ข้าวฟ่าง ละหุ่ง ถั่ว ขณะที่พื้นที่ด้านใต้ใน อ. ท่าม่วง อ. ท่ามะกา บางส่วนของ อ. เมือง และ อ. พนมทวนนั้นเป็นที่ราบลุ่ม มีความอุดมสมบูรณ์มากเหมาะแก่การทํานา

ผืนป่าที่มีมากถึงสามในสี่ของพื้นที่จังหวัดนั้น ส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบ ที่พบมากคือป่าดงดิบแล้ง ป่าไผ่ ป่าหนาม ชาวบ้านจะเรียกชื่อต่างๆกันไปตามแต่ชนิดของพืชพันธุ์ เช่น ชัภ ป่าไผ่ ดงผาก ดงไผ่หนาม ดงไผ่หก ทุ่งหญ้าอ่อน ดงสาบ เสือ ทุ่งมะขามป้อม ป่าดงดิบที่มีต้นอบเชย ทุ่งเป้ง ทุ่งปรง ทุ่ง มะสัง ทุ่งตะโก ทุ่งมะกอก ฯลฯ ไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ไม้แดง ตะเคียน มะค่า เต็ง รัง และประดู่

ในด้านธรณีวิทยานั้นสามารถพบลักษณะทางธรณีวิทยาของทุกภาคในประเทศไทย ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ที่กาญจนบุรี ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือที่นี่มีหินเกือบทุกชนิด ทุกประเภท ทุกอายุ และทุกโครงสร้าง แร่แทบทุกชนิดตลอดจนทรัพยากรธรณีเกือบทุกประเภท เพราะบริเวณนี้เกิดกระบวนการทางธรณีวิทยามากมายหลายครั้ง และยังเกิดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กาญจนบุรีจึงเป็นแหล่งแร่ที่สําคัญของประเทศซึ่งมีการทําเหมืองแร่มาเป็นเวลานานแล้ว ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ รวมถึงพื้นที่กว้างใหญ่อันประกอบด้วยสภาพภูมิประเทศที่หลากหลายทําให้เกิดเป็นแม่น้ำ ป่า ถ้ำ และน้ำตกในกาญจนบุรี กลายเป็นทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่มีค่า เหมาะอย่างยิ่งต่อการพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการศึกษาสภาพธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ