ประวัติและความเป็นมาของจังหวัดกาญจนบุรี

พื้นที่กว้างใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้ง จ. กาญจนบุรี ในปัจจุบันมีประวัติความเป็นมาที่ต่อเนื่องและยาวนาน โดยประวัติหน้าสุดท้ายของกาญจนบุรีย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์หน้าแรกได้อย่างบังเอิญ เมื่อเชลยศึกที่ถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟคนหนึ่งค้นพบเครื่องมือหินของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ระหว่างการก่อสร้างทางรถไฟบริเวณสถานีบ้านเก่า ต. จระเข้เผือก อ. เมือง ทําให้เกิดการขุดค้นทางโบราณคดี และสามารถค้นพบหลักฐานของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์จํานวนมาก แม้จนถึงปัจจุบันก็ยังคงขุดพบอยู่

ในสมัยทวารวดีซึ่งอยู่ในสมัยประวัติศาสตร์ของประเทศไทย พบซากโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ ต. พงตึก อ.ท่ามะกา ฐานเจดีย์สมัยทวารวดีที่บ้านวังปะโท ต. ปรังเผล อ. สังขละบุรี (ปัจจุบันเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม) ซึ่งเป็นเจดีย์ลักษณะเดียวกับจุลประโทณเจดีย์ จ. นครปฐม เจดีย์ที่บ้านคูบัว จ.ราชบุรี และที่เมือง อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี นอกจากนี้ยังพบฐานเจดีย์และพระพิมพ์สมัยทวารวดีจํานวนมากที่บ้านท่าหวี ริมแม่น้ำแควใหญ่ ต. ลาดหญ้า อ. เมือง อีกด้วย แสดงว่าในสมัยนั้นพื้นที่ริมแม่น้ำหลายแห่ง ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสําคัญมีชุมชนหรือเมืองโบราณซึ่งมีความสัมพันธ์กับชุมชนโบราณใกล้เคียงกัน

ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 16-18 ขอมได้แผ่อิทธิพลเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งพบหลักฐานสําคัญคือปราสาทเมืองสิงห์ซึ่งมีลักษณะเป็นศิลปะขอม มีอายุในช่วงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในพุทธศตวรรษที่ 18 นอกจากนี้ยังพบหลักฐานที่เป็นศิลปะขอมสมัยเดียวกันที่เมืองครุฑและเมืองกลอนโด อ. ไทรโยค

ในสมัยสุโขทัยพบหลักฐานในพงศาวดารเหนือว่ากาญจนบุรีตกเป็นเมืองขึ้นของสุพรรณบุรีตามที่กล่าวว่าพญากงได้มาครองเมืองกาญจนบุรีแต่ก็ไม่มีหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ต่อมาในสมัยอยุธยา กาญจนบุรีมีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านสําคัญ โดยตัวเมืองตั้งอยู่ที่บ้านท่าเสา ต. ลาดหญ้า ใกล้เขาชนไก่ และยังปรากฏหลักฐานเป็นซากโบราณสถานและโบราณวัตถุดังที่เห็นในปัจจุบัน

กาญจนบุรียังคงเป็นเมืองหน้าด่านสืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ โดยในสมัยรัชกาลที่ 1 พระองค์โปรดเกล้าฯให้ย้ายเมืองกาญจนบุรีมาตั้งใหม่ที่บ้านปากแพรก เพื่อมาตั้งรับทัพ พม่าที่เดินทัพลงมาตามลําน้ำแม่กลองเพื่อเข้าตีกรุงเทพฯ ได้มีการสร้างกําแพงล้อมรอบเมืองอย่างมั่นคงในสมัยรัชกาลที่ 3 และให้เขื่อนศรีนครินทร์ อช. เฉลิมรัตนโกสินทร์ อช. ไทรโยค และ อช. เอราวัณ รวมทั้งพื้นที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติอีกสองแห่ง คือ อช. ทองผาภูมิและ อช. ลําคลองงู สถานที่เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะน้ำตกและถ้ำ

ป่าตะวันตกมีความสําคัญในฐานะศูนย์รวมของความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ ด้วยที่ตั้งทางตอนกลางด้านตะวันตกของประเทศไทย จึงเป็นเขตรอยต่อของเขตชีวภูมิศาสตร์ ประกอบด้วยพืชจากเขตอินโด-เบอร์มา (Indo-Burma) อินโดไชนา (Indo-China) และอินโด-มาลายา (Indo-Malaya) และประกอบด้วยสัตว์จากเขตอินเดีย (India) เขตอินโด-ไชนา และเขตซุนดา (Sundaic) ซึ่งกระจายมาซ้อนทับกันอยู่ที่ผืนป่าตะวันตก โดยเฉพาะในเขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง

ป่าตะวันตกจึงเป็นแหล่งรวมของพืชพันธุ์ไม่น้อยกว่า 3,0004,000 ชนิด และสัตว์ป่าอีกเกือบ 800 ชนิด ซึ่งประกอบไปด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 153 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 89 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 41 ชนิด นก 438 ชนิด และยังพบปลาน้ำจืดเฉพาะลุ่มน้ำแม่กลองอีก 4 ชนิด สัตว์ป่าหลายชนิดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์หรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เช่น ควายป่า แมวลายหินอ่อน ลิงอ้ายเงียะ นกเงือกคอแดง นกยูง ค้างคาวกิตติ ตะพาบม่านลาย ฯลฯ และมีหลายชนิดเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่เฉพาะถิ่น พบได้เฉพาะที่ป่าตะวันตกเพียงแห่งเดียวในโลก เช่น ค้างคาวหน้ายักษ์จมูกปุ่ม ค้างคาวกิตติ จิ้งจกหินหางเรียว งูหางแฮ่มกาญจน์ ตะพาบม่านลาย เป็นต้น

กาญจนบุรีมีเขื่อนขนาดใหญ่ถึงสองเขื่อน คือ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนเขาแหลม ทําให้พื้นที่กว่า 5 แสนไร่ต้องจมลงใต้อ่างเก็บน้ำ นอกจากนี้ยังเคยมีโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจนขึ้นในพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่ แต่ได้ถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากประชาชนทั้งประเทศ โครงการนี้จึงยกเลิกไปในที่สุด แม้ว่าเขื่อนเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญ แต่ทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่ามหาศาลก็ได้สูญหายไป รวมทั้งพื้นที่ป่ารอบอ่างเก็บน้ำก็ถูกยึดครองมาสร้างที่พักอย่างผิดกฎหมาย จนปรากฏเป็นข่าวอยู่เนืองๆ

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet